Category: Exhibition Review

  • [ Review ] Caravaggio: ตราบาปของสำเนา โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    Caravaggio: ตราบาปของสำเนา

    หากใครได้ติดตามข่าวสารบนหน้าเว็บไซต์ BACC แล้วล่ะก็ คงจะทราบกันดีว่าเรากำลังจะได้ร่วมชื่นชมผลงานกว่า 40 ชิ้นของคาราวัจโจ จิตรเอกชาวอิตตาเลี่ยนในยุคบาโรค ตัวนิทรรศการนั้นเป็นแบบหมุนเวียน โดยได้มีการจัดแสดงที่ศูนย์ไฮดา อาลิเยฟ ประเทศอาเซอร์ไบจานมาก่อนหน้า เมื่อแล้วเสร็จจึงได้เวียนมาที่ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนที่ทั้งสองประเทศมีให้กัน ผลตอบรับที่ได้กลับมาเป็นไปในทิศทางที่ดีและได้รับความสนใจค่อนข้างสูง[1] ในทำนองเดียวกันกับประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิตาลีมายาวนานถึง 150 ปี จึงนับได้ว่าเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้ชมภาพจิตรกรรมของคาราวัจโจอย่างใกล้ชิดเสียที ด้วยความช่วยเหลือจากเทคเทคโนโลยีการสแกน HD Digital Reproduction ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดสูง เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับผู้ชมได้ร่วมดื่มด่ำไปกับงานจิตรกรรมเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศสลัวๆ ดูโรแมนติกนั่นเอง 

     

    แต่เมื่อนิทรรศการดังกล่าวได้เปิดตัวต่อสายตาสาธารณะชนได้ไม่นาน ก็เริ่มเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปยังเรื่องของสื่อที่ใช้นำเสนอ ( light box) ว่าไม่ต่างอะไรกับภาพปริ้นท์สีทั่วๆไป ต่างกันก็แค่ขนาดของมันที่มีสัดส่วนเท่ากับภาพจริงเท่านั้นเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์งานในครั้งนี้ของหอศิลป์ส่วนหนึ่ง ด้วยความที่ BACC ได้ทำการประชาสัมพันธ์ที่ดูเกินจริง ราวกับนำชิ้นงานของจริงมาจัดแสดง “นอกจากนี้นิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน เช่น “Bacchus” และ “Medusa” รวมถึงผลงานที่หาชมได้ยาก เช่น “Boy Bitten by a Lizard” หรือผลงาน “Saint Matthew and the Angel” ซึ่งปกติติดตั้งอยู่ในโบสถ์ซานลุยจิ เด ฟรานเชสิ กรุงโรม ที่สามารถชมได้จากระยะไกลและด้วยแสงสว่างที่เพียงพอเท่านั้น”[2]  แน่นอนว่าคำพูดดั่งกล่าวต้องก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้ชมแน่นอน เพราะถ้าเป็นเราก็คงคิดว่าได้ดูงานของจริงแน่ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงการพิมพ์ลงบนไวนิ่ลและฉายแสงออกมาจากด้านหลังเพื่อให้เกิดความสวยงาม จึงย่อมทำให้เกิดความผิดหวังตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นว่าภาพที่มีความละเอียดสูงระดับ high definition กลับไม่ได้รับการยอมรับในฐานะผลงานของคาราวัจโจ มิหนำซ้ำยังโดนดูแคลนว่าไม่ต่างอะไรกับภาพในหนังสือ ตัวชิ้นงานถูกลทอนคุณค่าลง จากงานจิตรกรรมกลายเป็นเพียงภาพปริ้นขนาดใหญ่ภาพหนึ่งที่หาดูได้ตามหน้านิตยสารหรือสื่อบนอินเตอเน็ตที่สามารถหาดูได้ทั่วไป  เช่นนั้นแล้วหากเราเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยี Light Box มาเป็นการวาดมันขึ้นมาใหม่แล้วล่ะก็ ผู้คนที่มาชม (รวมถึงตัวศิลปินที่กร่นด่า) จะให้คุณค่างานเหล่านั้นไปในทิศทางใด เราจะสามารถยอมรับมันในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่งได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยก็ชื่นชมมันในฐานะงานของคาราวัจโจได้จริงๆรึเปล่า เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่เป็นปัญหากับผู้ชมทั้งคือการนำสำเนามาโชว์ในงานระดับชาติแบบนี้ มันออกจะเล่นง่ายำรึเปล่า บ้างก็ว่าไม่รู้สึกอินกับงาน มิหนำซ้ำ เพจดังและคนในวงการศิลปะหลายคนต่างพากันวิจารณ์จน BACC แทบจะไม่มีที่ยืน บ้างก็ว่าไม่ลงทุนบ้างล่ะ งานใหญ่ทั้งทีแต่กลับไม่มีผลงานของจริงมาจัดแสดงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่ภาพปริ้นขนาดเหมือนจริงที่มันหาดูที่ไหนก็ได้ จะเสียเวลาเดินทางมาหอศิลป์ทำไม

     

    ตอนแรกก็เข้าใจถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้ เพราะเนื่องในวาระสำคัญทั้งที อย่างน้อยๆ ก็คงอยากได้งานจริงมาเชยชมสักชิ้น หรือไม่ก็ใช้การคัดลอกทำสำเนาที่ดีกว่านี้ก็ยังดี แต่ไปๆมาๆ เราเริ่มรู้สึกว่ามันเกินพอดีไปรึเปล่ากับการวิจารณ์อย่างสนุกปากจนลืมนึกถึงบริบทและปัจจัยหลายๆอย่างไป อย่าลืมว่านี่คือนิทรรศการหมุนเวียนที่เวียนมาที่ไทยเป็นประเทศท้ายๆ จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ควรถูกวิจารณ์ หรือแตะต้องไม่ได้เลย แต่ด้วยนิทรรศการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Italy Festival 2018 ซึ่งเราคิดว่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานมันก็ชัดเจนอยู่พอตัวว่าจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับนานาประเทศ โดยมีงานศิลปะเป็นน้ำจิ้มแถมเพื่อเป็นการเชื้อเชิญหรือก็คือยั่วให้เรารู้สึกอยากไปดูงานของจริงเพื่อให้ฟินยิ่งขึ้น หากบอกว่าบอกว่าการเรียนรู้ศึกษางานศิลปะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้กับสำเนาแล้วล่ะก็ เห็นทีภาควิชาศิลปะต่างๆในไทยก็คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะส่วนใหญ่ที่ทิ้งไว้ให้ศึกษาก็เห็นจะมีแค่สำเนานี่แหละ การถกเถียงกันในเรื่องการนำเสนอตัวงานจิตรกรรมเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่การที่คนส่วนมากยกเรื่องการใช้สื่อกลาง (Light box) กับรายละเอียดที่สูญเสียความคมชัดไปเมื่อจับแสงนี้ก็ดูเอาแต่ใจไปรึเปล่า เพราะอย่างไรเสีย การที่ได้ชมสำเนาขนาดจริงก็ย่อมดีกว่าการมองผ่านหนังสือหรือเว็บไซต์ต่างๆที่ถูกจำกัดกรอบการมองเห็นด้วยช่องพิกเซลบนหน้าจอสื่ออิเล็กทรอนิกส์มิใช่หรือ

     

    [1] https://azertag.az/en/xeber/_quotCaravaggio___Opera_Omnia_quot_exhibition_opens_in_Baku-1120902, (15 May 2018)

    [2] http://www.bacc.or.th/event/1966.html, (15 May 2018)[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Articles ] Art-Ethnography: The Broken Ladder เงาสะท้อนในชนชั้น ของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร โดย สมัคร์ กอเซ็ม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1522149812212{background-color: #f2af13 !important;}”]

    อะไรคือสิ่งที่บอกได้อย่างแน่ชัดว่า “เราอยู่ หรือ ถูกจัดให้อยู่ ในชนชั้นไหนในสังคม?”

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ผมเองไม่มีคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน เหมือนกับที่ผมมายืนมองดูงานของพี่อบเชย หรือ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปินที่แสดงงานนิทรรศการชื่อว่า The Broken Ladder หรือ “บันไดหัก” แล้วรู้สึกถึงกระจกบานต่างๆ ที่มองผ่านไปเห็นวัตถุที่ศิลปินได้จัดวางไว้ เป็นสิ่งที่ผมเองเข้าไปไม่ถึง ได้แต่ยืนมองดู และพิจารณาถึงสถานะภาพของตัวเองในปัจจุบัน

    กระจกในนิทรรศการชุดนี้จึงให้บรรยากาศถึงความฝัน อาจเรียกได้ว่าเป็น daydream ฝันกลางวันของเราเอง ความฝันที่ทั้งผมเเละพี่อบเชยเคยมีเหมือนกันคือ “อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง” ต่างกันที่พี่อบเชยมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว (พร้อมหนี้) และผมที่เลิกฝันมีบ้านแล้ว (แต่ยังมีหนี้อย่างอื่น) การมายืนคุยกันที่หน้ากระจกบานใหญ่ ขนาด 240×360 ซม. ที่เดินเข้ามาในนิทรรศการแล้วต้องสะดุดตาเป็นอย่างแรก หากเดินผ่านไปเฉยๆ หรือหยุดมองเพียงชั่วครู่ เราคงมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของตัวเอง หรืออาจมีเงาของคนอื่นพ่วงติดมาด้วย แต่ถ้าเพ่งพินิจ เราจะเห็นความวิตกกังวล ความเครียด ความลำบาก และความเปราะบาง ของสิ่งที่เป็นอุปมาในรูปโฉนดที่ดิน ที่ฝังอยู่ในแผ่นกระจกบานนี้

     

    กระจกและการสะท้อนย้อนคิด

     

    Ruth Behar (2003) พูดถึง ชาติพันธ์ุวรรณา (ethnography) ว่าเป็นทั้งรูปแบบและวิธีในการแสดงออก การสะท้อนคิดย้อนคิด การใช้ผัสสะของการสะท้อนมองตัวเองนี้ช่วยค้นพบถึงสิ่งที่ผูกติดกับธรรมชาติของประสบการณ์ของบุคคล และเพื่อนำเสนอข้อค้นพบในวิธีการทางภาษาและศิลป์ที่หลากหลายขึ้น

    Barbara Myerhoff และ Jay Ruby (1982) อธิบายถึงการสะท้อนย้อนคิด (Reflexivity) ในบทความเรื่อง “รอยแตกในกระจก” (A Crack in the Mirror) ว่า ภาวะที่เป็นได้ทั้งความมีจิตสำนึกเกี่ยวกับการมีจิตสำนึก การคิดเกี่ยวกับความคิด การสะท้อนกลับนี้ทำให้เกิดความตระหนักถึงการไม่มีความคิดที่ชัดเจนว่ากำลังทำอะไรอยู่ และประสบการณ์ที่ว่ามานั้นอาจทำให้ทั้งรู้สึกดีอกดีใจ หรือน่ากลัว หรืออาจเป็นทั้งสองอย่าง

    Ruby นักมานุษยวิทยาเสนอให้สะท้อนมุมมองวิพากษ์ตนเองในกระบวนการทำงานออกมาด้วย เพื่อให้ตัวเองมาสอดส่องการทำงานของตัวเอง เข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง แรงจูงใจ และความกล้าต่อการเปิดเผยความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การวิพากษ์เชิงสะท้อนย้อนคิด และนำเสนอเสียงที่ตระหนักต่อตัวตนของเรา

    “การเมืองและศิลปะของการสร้างภาพตัวแทนที่สะท้อนความเป็นมนุษยนิยมในรูปแบบของการมองคนอื่น การสะท้อนย้อนคิดจึงเป็นกระบวนการทำให้ตัวเองเป็น “object” ในทางหนึ่ง”

    – Jay Ruby (1982)

    ผมเขียนบทความเชิงสะท้อนย้อนคิดเรื่องประสบการณ์เควียร์ของตนเองในบทความล่าสุดใน The MATTER เมื่อกลับมาคิดดูแล้ว สิ่งที่มันสะท้อนความคิดตัวเองกับอดีตต่างๆ เกิดขึ้นตอนดูภาพยนตร์ ไมว่าจะเป็นเรื่อง Mysterious Skin (2004) และ Bad Education (2004) การนั่งดูจากจอโทรทัศน์ทั้งสองเรื่องนี้ พาตัวผมเองมองสะท้อนชีวิต และตะหนักถึงว่า ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองมีเส้นเรื่องที่ไม่ต่างอะไร ชีวิตของเราเองคนหนึ่งสามารถเทียบเคียงกับชีวิตของอีกคนหนึ่ง หรือหลายๆ คน และอาจเป็นเรื่องเดียวกับหลายๆ คนในสังคม เช่นเดียวกับเรื่องราวในงานของพี่อบเชย คือ “ชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นทางสังคม หรือเศรษฐกิจ

     


    ชื่องาน We all live under the same sky, but we don’t all have the same horizon, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, เทคนิค engraving บนกระจก, ขนาด 240×360 ซม.

     

    ภาพแทนของบ้านที่หายไป

     

    ถึงแม้ครอบครัวของพี่อบเชยได้เลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าเธอมีพี่น้องหลายคน ในครอบครัวคนจีนที่รุ่นพ่อแม่อพยพมาอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อคอยดูแลเธอโดยไม่ให้ลำบาก แต่สิ่งที่พ่อเน้นย้ำเสมอคือ การไม่เหยียดชนชั้นของเชื้อชาติคนอื่น อาจเป็นเพราะพ่อของพี่อบเชยมักถูกเรียกว่า “เจ๊ก” มาตลอด การปฏิบัติต่อคนรอบตัว จึงต้องระลึกถึงความเท่าเทียม ทำให้เมื่อหันมามองเรื่อง ชนชั้นทางเศรษฐกิจในสังคมไทย เธอจึงตั้งคำถามว่า ทำไมช่องว่างของคนจึงห่างไกลกันนัก “คนรวยก็รวยมาก คนจนก็สุดแสนจะจน” เงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ มันหายไปไหนหมด ทำไมคนส่วนใหญ่จึงแทบไม่มีเงินไว้ใช้สอยสำหรับปากท้องตัวเอง ชนชั้นกลางที่ต่างแบกรับหนี้เพื่อให้ตนเองมี “พื้นที่” สักเล็กน้อยของตนเอง ต่างต้องทำงานหนักมาก เพื่อให้ตนเองมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง

    ความคิดเรื่อง “บ้าน” จึงสะท้อนชนชั้นของคนในสังคมไทยได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะชนชั้นไหน บ้านบ่งบอกว่าตัวเองเป็นใคร และอยู่ตรงไหนในสังคม บ้านจึงเป็นมากกว่าที่พักหลับนอน แต่คือระบบสัญญะของชนชั้นที่อิหลักอิเหลื่อ เป็นบันไดที่ต่างคนต้องปีนป่าย ทว่าไม่รับประกันได้สักทีเดียวว่า คุณจะไม่พลัดตกลงมา เหมือนผมที่โตมากับความทรงจำเรื่องบ้าน เมื่อตอนอายุ 15 ปี ได้ป่วยหนักและต้องผ่าตัดเข้าโรงพยาบาล แม่ไม่มีเงินเก็บและหลักประกันอะไรที่เอามาใช้ได้ พี่สาวบอกว่า แม่ต้องเอาบ้านเราไปจำนอง บ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์อย่างเดียวของครอบครัว การเข้าโรงพยาบาลครั้งนั้นของผมทำให้สมาชิกในบ้านจดจำไปตลอดว่า หลังจากนั้นเราต่างต้องเช่าบ้านอยู่มาตลอดจนวันนี้ การมาดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับบ้านของพี่อบเชย ได้เชื้อชวนเอาความทรงจำเรื่องบ้านของตัวเองขึ้นมามากที่สุด และสิ่งที่สะท้อนกลับมาให้รู้สีกทั้งตัวผมเองและพี่อบเชยจากงานนี้คือ คนในบ้าน คือ พ่อของพี่อบเชย และแม่ของผมเอง

    การจากไปคนในบ้าน ที่เราเปรียบพวกเขาเป็นดั่งบ้านหลังหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่หักพัง หรือ broken ในความหมายของงานนี้ ผมเชื่อเสมอว่า แม่คือบ้านของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งที่หักพังลงมา จึงกลายเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงลึกๆ ภายในของทั้งพี่อบเองด้วย ทุกครั้งที่เธอพูดถึงพ่อ การโอบรับ หรือ embrace ความเป็นพ่อที่ตัวเองจดจำมาตลอดมาอยู่ในตัวตนของเธอ และเริ่มสร้างบ้านของเธอเองหลังนี้ขึ้นมา ในความทรงจำของพ่อ ความตระหนักในชนชั้นในสังคมที่ได้เรียนรู้มาพร้อมๆ กัน

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]
    The reckoning, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, สำเนาแคชเชียร์เช็ค บน ฐานหินอ่อน

    [/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_column_text]

    การปีนบันไดทางสังคม

    [/vc_column_text][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ธนาวิ โชติประดิษฐ (2561) อธิบายงาน The Broken Ladder ว่าเป็นเสมือน “ฝันลวงของการปีนบันไดทางสังคม” เพราะทุกคนต่างต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้ยกระดับชนชั้น และบ้านเป็นดังเครื่องวัดคุณภาพชีวิตของแต่ละคน ดังที่ธนาวิ กล่าวว่า “การมีบ้านต้องแลกกับก้อนหนี้ในธนาคาร สำเนาดราฟท์เช็คบนแท่นหรูจึงเป็นพยานของชีวิตเงินผ่อน เหนือไปกว่าศิลปะและตัวเงินหลักล้านคือ เวลาชีวิต”

    การสะท้อนของกระจก ทั้งในแผ่นผนังขนาดใหญ่ที่บรรจุร่องรอยของโฉนดที่ดิน กระจกสี่เหลี่ยมที่ครอบใบเสร็จจากธนาคารที่เป็นพยานถึงหนี้ สะท้อนส่วนเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ชีวิตของตัวศิลปินเองที่ต่างอยู่ในวิบากกรรมของการนั่งอยู่บนบันไดแห่งชนชั้นของสังคมนี้ ในกระบวนการทำงานศิลป์ชิ้นนี้ของวันทนีย์ กระจกที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของงานจึงทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของศิลปินที่กำลังคิดอยู่กับตัวเอง สะท้อนตัวเองเพื่อให้ตัวเองได้เห็น การตระหนักถึงความหมายเมื่อมันได้จัดแสดง (display) ขึ้นมา และพรมแดนที่ชัดเจนขึ้นของโลกความเป็นจริง


    The ins , วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , ทองคำ18k, 2561

     

    ผมมองงานนิทรรศการ The Broken Ladder ของพี่อบเชยที่ใช้กระบวนการของงานสะท้อนย้อนคิดผ่านเลนส์ที่เป็นกระจกในรูปแบบต่างๆ เป็นเหมือนการมองตัวเอง การสารภาพ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวกระจกที่ปรากกในตัวงานจึงเป็นภาพเงาสะท้อนเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมาของศิลปินเอง ในความคิดเรื่อง “บ้าน” และ “ความไม่เท่าเทียมในสังคม”

    เช่นในงานศิลปะในเชิงสารภาพที่น่าสนใจของ Louise Bourgeois ชื่อ “Maman” (1999) หรือ แมงมุม พูดถึงกระบวนการในพัฒนาการทางอารมณ์ของศิลปินที่มีต่อความเป็นแม่ แม่ในฐานะเพื่อนสนิท แม่มีทั้งความฉลาด ความอดทนอดกลั้น ความสมเหตุสมผล ความบอบบาง แม่เป็นคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้อง เธอจึงเปรียบแม่เป็นเหมือน “แมงมุม” ที่มีความหมายทั้งเชิงบวกและลบ แฝงส่วนลึกๆ สะท้อนความกลัวที่มีในตัวเองด้วย

     

    การตระหนักถึงตัวตน และสังคม

     

    การสะท้อนย้อนคิดจึงให้ความหมายที่หลายเฉด ถ้าว่าด้วยตามกรอบคิดและบริบทแล้ว เพื่อให้เราสามารถกลับมาพิจารณาตัวเอง โดยเฉพาะการหยิบเอา “ประสบการณ์” มาใช้เป็นสมการเพื่อสร้างความตระหนัก ด้วยการแยกตัวเองออกจากชีวิตในประวัติศาสตร์ สังคม และผู้คนอื่นๆ เป็น “ตัวตน” ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวตนกับประสบการณ์ ตัวตนกับสิ่งอื่น จนกลายมาเป็นทั้ง “ผู้ถูกกระทำ” และ “ผู้กระทำการ” หรือพูดง่ายๆ คือ กระบวนการที่แยกตัวเองออกมาพิจารณามองดูตัวเอง วิพากษ์สิ่งต่างๆ รวมถึงตัวเอง ด้วย

    การสะท้อนย้อนคิดจึงสามารถเป็นได้ทั้งปัจเจก หรือ ส่วนรวม ส่วนบุคคล หรือ สาธารณะ ซึ่งปรากฏในรูปแบบใดก็ได้ในการสื่อสารของมนุษย์ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ที่ใช้เรื่องของ “ประสบการณ์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้สร้าง กระบวนการ และตัวชิ้นงาน จึงเป็นจุดที่ควรแก่การทำความเข้าใจถึงความสำคัญและความซับซ้อน ที่ผู้สร้างงานเองจำต้องตระหนักถึงเงื่อนไขของการเสพย์งานของผู้ชมที่อาจจูงใจให้ไปอยู่ในชุดความหมายหนึ่งเท่านั้น งานของวันทนีย์จึงเป็นการเขียนอัตชีวประวัติของศิลปินเองที่สร้างให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของงาน นั่นหมายถึงการตระหนักถึงตัวตน (self-conscious) จึงสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำงานของศิลปินด้วย

     

    Castle in the air, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , video installation สี 4K, 2561

     

    นิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงที่ Gallery Ver ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2561

    ข้อมูลอ้างอิง

    • ธนาวิ โชติประดิษฐ, 2561. วิมาน (House/Hope). บทความประกอบนิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร. http://www.cac-art.info/users/thanavichotpradit/journal/57/
    • Ruby, Jay. 1982. A Crack in the Mirror: Reflexive Perspectives in Anthropology. Philadelphia: University of Pennsylvania Press.
    • Behar, Ruth. 2003. “Ethnography and the Book that was Lost.” Ethnography 4, no.1: 15-39.
    • Louise Bourgeois – Maman, http://www.tate.org.uk/art/artworks/bourgeois-maman-t12625

    รูปประกอบโดย ธนัชชัย บรรดาศักดิ์

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Ruin ของ Pannaphan Yodmanee โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [ Review ] Ruin ของ Pannaphan Yodmanee โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ทุกคนคงจะคุ้นเคยกับงานจิตรกรรม The Last Supper (ภาพที่ 1) กันเป็นอย่างดี โดยเนื้อหาของมันจะพูดถึงอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมาเยือนบุตรแห่งคริสต์ พระองค์ได้ตรัสแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายว่า ใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านจะเป็นผู้ที่ทรยศเรา แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวได้สร้างความโกลาหลและตื่นตระหนกให้กับศิย์ของพระองค์เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากสีหน้าและอากัปกิริยาที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ในทำนองเดียวกันกับคำพยากรณ์บางอย่างที่แฝงตัวมากับภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นผลงานที่เข้ามาปะทะกับสายตาของผู้ชมเป็นเมื่อเข้ามาภายในตัวแกลเลอรี ราวกับว่าเป็นปฐมบทของเนื้อหาภายในนิทรรศการในครั้งนี้

    เมื่อเข้ามายังแกลเลอรี่ 1Projects งานชิ้นแรกที่เข้ามาปะทะกับสายตาของผู้ชมก็คืองานจิตรกรรมฝาผนังซึ่งถูกบรรจุอยู่ในกล่องเก็บอาวุธสงครามอีกทีหนึ่ง (ภาพที่ 2) (ตามคำบอกกล่าวของศิลปินในวันเปิดนิทรรศการ) ตัวจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลืออยู่เพียงเศษซากผุพัง หาได้ครบถ้วนสมบูรณ์  ภาพวาดดังกล่าวมีลักษณะการจัดวางตัวละครที่คล้ายคลึงกับภาพ the last supper ที่ได้ท้าวความไว้ข้างต้น กล่าวคือปรากฏพระเยซูอยู่ใจกลางภาพ ขนาบข้างด้วยศาสดาของศาสนาอื่นๆ โดยทุกคนอยู่ในอากัปกิริยาที่คล้ายว่ากำลังตอบโต้กันไปมา ในทำนองเดียวกับการที่บุตรแห่งคริสต์ล่วงรู้อนาคตถึงการทรยศหักหลัง งานชิ้นดังกล่าวก็แนะให้เห็นถึงภัยพิบัติ (ที่มาถึงแล้ว) จากความหลากหลายทางความเชื่อเช่นกัน

    งานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวสามารถนำสารที่ศิลปินต้องการจะสื่อกับผู้ชมออกมาได้เป็นอย่างดี กล่าวคือมันแสดงให้เห็นถึง “ผล” กระทบจากสงคราม ตกเป็นเบี้ยงล่างหรือผู้ถูกกระทำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็หนีไม่พ้นผู้ที่เคารพบูชาศาสนาเสียเอง ในทางกลับกัน การที่ศิลปินเลือกใช้กล่องเก็บอาวุธสงครามมาเป็นตัวบรรจุผลงานนั้น ก็ได้สร้างความหมายใหม่ขึ้นมาอีกความหมายหนึ่งให้กับชิ้นงานดังกล่าว เพราะหากศิลปินเพียงวางชิ้นงานไว้กับพื้น เราก็คงไม่ได้คิดกับมันต่อ และคงตัดสินว่ามันได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นก็คือแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากสงครามทางศาสนา แต่เมื่อศิลปินเปลี่ยนวิธีการจัดแสดง โดยแทนที่จะวางตัวชิ้นงานลงไปกับพื้นอย่างเปลือยเปล่าไร้ซึ่งการห่อหุ้มใดๆ เธอเลือกที่จะวางชิ้นงานลงในกล่องบบรรจุอาวุธ ทำให้เกิดความหมายแฝงอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือมันได้แปรสภาพจากผู้ถูกกระทำกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ทั้งหมดเสียเอง ทั้งยังกลายเป็นสัญญะที่บ่งบอกถึงความรุนแรงโดยเปรียบเปรยตัวจิตรกรรมฝาผนังเป็นดั่งอาวุธสงครามอันก่อให้เกิดบาดแผลทางกายและทางใจจำต้องได้รับการกักเก็บเป็นอย่างดี

    หากเปรียบตัวชิ้นงานในข้างต้น (ภาพที่ 2) เป็นคำนำของนิทรรศการครั้งนี้ ชิ้นงานที่กำลังจะหยิบยกมาพูดถึงชิ้นต่อๆไปก็คงเปรียบได้กับตัวเนื้อหาที่ศิลปินต้องการจะสื่อสารกับผู้ชม เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วแกลเลอรี่จะพบว่าวัสดุส่วนใหญ่ที่ศิลปินเลือกมาใช้มักจะยึดโยงอยู่กับทหารและความเป็นหญิง ดังจะเห็นได้จากงานหมวกทหารทั้งสองใบ (ภาพที่3) โดยใบทางซ้ายมีการแซมผมที่มีลักษณะค่อนข้างยาว ทำให้ผู้ชมสามารถอนุมานได้ว่าศิลปินน่าจะต้องการสื่อถึงทหารหญิงที่่มีความเท่าเทียมกับทหารชาย (แทนด้วยหมวกทางด้านขวา) โดยการเลือกที่จะแขวนหมวกทั้งสองไว้ในระดับความสูงเดียวกัน เช่นเดียวกับงานที่นำชุดทหารทั้งชุดมาจัดแสดง (ภาพที่ 4) ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง และรองเท้า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพแทนของเหล่าทหารหาญผู้เสียสละตนเอง หรือในทางกลับกันคือเป็นเหยื่อในสงครามครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสังเกตุเห็นได้อีกว่า

    เสื้อผ้าเหล่านี้ผ่านความตรากตรำมาในระยะเวลาหนึ่ง จากรอยเปราะเปื้อนจากโคลนที่แห้งจนแข็งตัวก็ดี ไม่ใช่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านปราศจากร่องรอยแห่งสมรภูมิรบ อย่างไรก็ตาม หากจะปักใจเชื่อทันทีก็

    กระไรอยู่ เพราะร่องรอยเหล่านั้นอาจไม่ได้มาจากสนามรบ แต่มาจากการฝึกซ้อมประจำวันก็เป็นได้ หากต้องการเน้นย้ำถึงความเป็นเหยื่อให้ชัดเจนจริงๆ จะดีกว่าไหมหากเปลี่ยนโคลนเป็นเลือด หรือไม่ก็ใช้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ไม่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นกลับให้ภาพเหยื่อสงครามได้ชัดเจนกว่างานดังกล่าวเสียอีก (ภาพที่4)

     

     

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทหารจะตกเป็นเหยื่อจริงๆหรือไม่นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่ศิลปินได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตทหารซึ่งไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าชีวิตเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย (ภาพที่5) กล่าวคือมันทำให้ผู้ชมเห็นถึงความเท่าเทียมของชีวิต ทหาร หรือประชาชน ไม่มีความตายใดที่น่ายินดีหรอก ด้วยความที่หน้าที่ของทหารคือการปกป้องประชาชน เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์ที่อันตรายต่างๆ อันเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นเรื่องที่เราสามารถพบเจอได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป แต่เมื่อศิลปินนำชุดเดรสและตุ๊กตาหมีมาจัดวางข้างชุดทหารมันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่มีความสูญเสียใดที่น่ายกย่องหรือน่ายินดีเลยสักนิด เรียกได้ว่าทำให้เราหันมามองทหารมากขึ้น

     

     

     

     

     

     

    ตรงข้ามกับงานชุด Patani Semasa (ภาพที่ 6) ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม โดยนิทรรศการดังกล่าวจะมีเนื้อหาเน้นไปยังความเป็นอยู่ของประชาชนภายในพื้นที่เสียส่วนใหญ่ ทำให้เราเห็นมุมมองของปานพรรณที่โฟกัสไปยังจุดอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

     

     

     


    Symbol of Violence
    by Suhaidee Sata

    เมื่อมองย้อนกลับไปดูผลงานเก่าๆของเธอ เช่น งานชุด “Aftermath” ที่ได้รับรางวัล 11th Benesse Price ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Singapore Biennale 2016 (ภาพที่ 7) จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกับนิทรรศการ “Ruin” พอสมควร ผลงานของเธอในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของปานพรรณ ด้วยเนื้อหาที่ร่วมสมัย ตรงไปตรงมาและเข้าใจได้ง่าย ต่างออกไปจากงานชิ้นก่อนหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นงานทางศาสนา ศิลปินพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆที่ถูกสังคมยัดเยียดให้เธอเป็น

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Displaced @BACC by Jakkai Siributr

    [ Review ] Displaced @BACC by Jakkai Siributr

    by ธมน ชอบธรรม

    นิทรรศการ DISPLACED จัดแสดงที่ BACC เป็นงานศิลปะของ จักกาย ศิริบุตร ที่สำรวจประเด็นว่าด้วยการเมืองของศาสนาและชาติพันธุ์ ศิลปินเริ่มทำขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ภายใต้บริบทที่จำกัดอยู่ในเมืองไทย ผลงานที่จัดแสดง 3 ชิ้นในนิทรรศการนี้ ได้แก่ 78 (พ.ศ.2557), Changing Room (พ.ศ.2560) และ The Outlaw’s Flag (พ.ศ.2560) เป็นศิลปะที่ตรวจสอบผลกระทบทางสังคม การเมือง และจิตใจ อันเกิดจากความขัดแย้งที่ผู้คนในบริเวณสุดแดนใต้ของไทยที่มีประสบการณ์ร่วมกับชาวโรฮิงญาจากเมียนมา ผลงานเหล่านี้จะพาผู้ชมเผชิญหน้ากับประเด็นของการที่คนทั้งสังคมถูกขับออกจากถิ่นฐาน ถูกเนรเทศ และถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 

    เมื่อได้เข้าชมนิทรรศการนี้ DISPLACED แล้ว จึงชอบนิทรรศการอยู่ชิ้นหนึ่ง ชื่อผลงาน 78 (พ.ศ.2557) ลักษณะผลงานมีรูปทรงเป็นลูกบาศก์สีดำขนาดใหญ่ ทำจากโครงเหล็กแล้วคลุมด้วยผ้าสีดำทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายด้วยแผ่นทองเหลืองที่ตัดเป็นรูปโค้งงอแตกต่างกัน และลูกปัดขนาดใหญ่ที่ถูกร้อยเรียงต่อกันขนาบข้างแผ่นทองเหลือง ด้วยรูปแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับกะอ์บะฮ์ (Kaaba) ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมและจุดศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจของมุสลิมทั่วโลก กล่าวคือไม่ว่าชาวมุสลิมจะอาศัยอยู่ทวีปไหน เวลาทำละหมาดจะต้องหันหน้าไปทิศที่มีกะอ์บะฮ์เสมอ ลักษณะการทำเช่นนี้ทำให้นึกถึงอารยธรรมของชาวมุสลิมได้เป็นอย่างดี

    แต่เมื่อเข้ามาภายในกลับมีแพไม้ไผ่ถูกแขวนและเรียงซ้อนชั้นตั้งแต่ฐานถึงยอด แขวนเรียงอย่าเป็นระเบียบทั้งสี่ด้าน บนแพไม้ไผ่มีการวางชุดแต่งกายมุสลิมชายซึ่งปักลวดลายเป็นภาษาอาหรับด้วยลูกปัด ลักษณะดังกล่าวไม่เป็นไปตามรูปแบบกะอ์บะฮ์ เพราะภายในอาคารเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีเพียง “หินดำ” ที่อยู่มุมด้านหนึ่งของตัวอาคาร แต่ศิลปินกลับนำชุดแต่งกายมุสลิมชายกับแพไม้ไผ่มานำเสนอนั้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการเคลื่อนย้ายบรรดาผู้ชุมนุมขึ้นไปนอนราบต่อกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งในขณะนั้นผู้ชุมนุมล้วนอยู่ในช่วงการถือศีลอด ในเดือนรอมฎอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากแรงกดทับและขาดอากาศหายใจอย่างมาก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้เสียชีวิตต้องเพิ่มขึ้นอีก 78 ราย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อผลงาน 78 ด้วย อีกทั้งชุดแต่งกายมุสลิมก็ยังมีด้วยกัน 78 ตัว โดยปักชื่อของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นภาษาอาหรับที่แขนเสื้อ

    จักกาย ศิริบุตร สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อทางศาสนาของชาวมุสลิมและความขัดแย้งของทหาร อันเป็นบ่อเกิดมาจากการนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ผลงาน 78 จึงเป็นผลงานที่ตั้งคำถามกับตัวผู้เขียนที่ว่าทหารปฏิบัติงานในทางที่สมควรแล้วหรือกับความสูญเสียผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์นี้

  • [ Review ] You Never Really Know People Even The Ones You Love @ Future Factory Bangkok

    [ Review ] You Never Really Know People Even The Ones You Love @ Future Factory Bangkok

    By Toeitima

    “You never really know people even the ones you love” นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันร่วมกับสื่อผสมอื่นๆ ของศิลปินรุ่นใหม่ นพร สืบสงวน จัดแสดงขึ้นที่ Future Factory Bangkok ภายในนิทรรศการประกอบด้วยผลงานเพียง 4 ภาพเท่านั้น จัดตั้งบริเวณส่วนหนึ่งของมุมห้อง แม้ว่าห้องที่ใช้จัดแสดงนิทรรศการนี้จะมีนิทรรศการอื่นร่วมด้วย แต่จากเอกลักษณ์ที่สะดุดตาของภาพวาดหญิงสาวราวกับภาพเหมือนที่แสดงออกในท่วงท่าที่ต่างกันออกไป รวมถึงเทคนิคกระบวนการการนำเสนอของแต่ละภาพที่น่าสนใจ ทั้งโทนสี แสงเงา การจงใจของศิลปินที่ได้เพิ่มมิติบนพื้นผิวจากภาพวาดสีน้ำมันธรรมดาให้ดูน่าค้นหา และครอบคลุมไว้ภายใต้ชื่อของนิทรรศการ ทำให้ผลงานเพียงไม่กี่ภาพเหล่านี้ยากที่จะถูกละเลยจากสายตาไปได้ ผู้เขียนเองก็เช่นกัน

    จากคำอธิบายของสูจิบัตรและชื่อของนิทรรศการที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของมนุษย์ ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้คุณจะคิดว่าคุณรู้จักคนๆ นั้นดีที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายมนุษย์ก็สร้างสิ่งที่อยากให้เห็น และปิดสิ่งที่ไม่ต้องการให้รู้ได้ หรือเป็นการสร้าง “หน้ากาก” เพื่อบดบังพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง ทุกคนย่อมมีฉากหน้าและฉากหลังไม่ต่างจากการการทำละครเวที พื้นที่ส่วนตัวเป็นไม่ใช่เรื่องผิดที่จะถูกปิดบัง ทุกคนสามารถสร้างภาพพจน์ของตนเองได้ เช่นเดียวกับที่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน และศิลปินก็ได้นำเสนอหน้ากากที่มนุษย์ใส่ให้ตนเอง ผ่านผลงานภาพวาดทั้ง 4 ชิ้น จากการนำเสนอด้วยรูปลักษณ์ของหญิงสาวตามความถนัดของศิลปิน ตัวอย่างเช่น ภาพ You Don’t Know Me เป็นผลงานที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง โดยภาพวาดแสดงให้เห็นเป็นครึ่งบนของหญิงสาวที่เท้าคางอยู่ มีการเพิ่มกรอบผ้าใบที่มีขนาดเล็กกว่าพร้อมกับใส่สีที่ดูเป็นลักษณะการเบลอภาพติดไว้บนส่วนปากของหญิงสาว ทำให้ผู้ชมเห็นได้เพียงแววตาและลักษณะท่าทางของหญิงในภาพเพียงเท่านั้น ผู้ชมไม่มีวันรู้หน้าตาทั้งหมดและความรู้สึกที่แท้จริงของเธอได้ หากจะให้ผู้เขียนเดาจากองค์ประกอบเท่าที่ได้เห็นจากแววตา เธอคงรู้สึกเบื่อหน่ายน่าดู หรืออีกแง่หนึ่งการที่ตั้งใจเบลอส่วนปากเอาไว้ อาจจะแสดงให้เห็นว่าเธอคงไม่อยากพูดคุยกับใคร แต่อย่างไรก็ตามภาพก็แสดงออกว่าหญิงสาวต้องการปกปิดบางส่วนของเธอเอาไว้เพื่อปิดบังบางอย่าง รวมถึงภาพอื่นๆ ที่แต่งเสริมเติมแต่งต่างกันออกไป

    การแสดงผลงานของนิทรรศการนี้ ราวกับต้องการตอกย้ำความจริงที่ทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการแสร้งหรือการสร้างภาพตามแต่ตัวบุคคลมิใช่เรื่องนอกเหนือการยอมรับ และเป็นปกติแม้แต่กับคนที่คุณรัก  ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เหมือนกับประโยคที่กล่าวว่า “เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน” ก็คงจะจริง แม้จะฟังดูเศร้าราวกับกับไม่ได้รับความสำคัญที่ไม่รู้จักทุกซอกมุมของคนรัก หรือแม้บางคนจะบอกว่าพวกเขาไม่เคยเปลี่ยนไป มันก็แค่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นก็เท่านั้น แล้วคุณล่ะ ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือยัง?

  • [ Review ] Krung Thep Bangkok @ Venice Biennale 2017 by Somboon Hormtientong

    โดย วารุณี อิ่มอรุณรักษ์

    นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Krung Thep Bangkok โดย สมบูรณ์ หอมเทียนทองและนำทอง แซ่ตั้ง เป็นภัณฑารักษ์ จัดแสดงผลงาน ณ ศาลาไทย  Paradiso Gallery ในงานมหกรรมศิลปะนานาชาติ Biennale Arte 2017 (เบียนนาเล่ อาเต 2017) ครั้งที่ 57 ประเทศอิตาลี เมืองเวนิซ ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกระทรวงวัฒนธรรม (OCAC) ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560  

    นิทรรศการ Krung Thep Bangkok  เป็นนิทรรศการศิลปะจัดวาง งานประติมากรรม งานวาดเส้น และวีดิทัศน์ ที่หยิบยกเรื่องราวของกรุงเทพฯ พื้นที่อันเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย มาเล่าผ่านมุมมองของสมบูรณ์ ศิลปินไทยแนวนามธรรมผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะของประเทศไทยและนานาชาติ การนำเสนอกรุงเทพฯ ในสายตาของสมบูรณ์  ไม่ได้เป็นเมืองหลวงที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาตื่นตาตื่นใจไปกับความเจริญทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ไทยแต่อย่างใด แต่เป็นเมืองหลวงที่มีความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมและมิติชีวิตที่หลากหลาย ทั้งวิถีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายในอดีตและวิถีการดำรงชีวิตอย่างสลับซับซ้อนและมีสีสันในปัจจุบัน  สมบูรณ์ได้สังเกตเห็นและรับรู้ถึงความงดงามของวิถีชีวิตผู้คนในเมืองหลวงทั้งสองรูปแบบที่แทรกซึมเข้ามาในวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ ตามถนน ตรอก ซอกซอยและแหล่งชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ชุดผลงาน Krung Thep Bangkok ยังได้แสดงความสัมพันธ์กับอุดมการณ์หลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนี้

    ประการแรก ผลงานของสมบูรณ์ได้สอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของชาติไทย ในฐานะของการเป็นพื้นที่แสดงออกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย หากผู้ชมคนไทยได้มีโอกาสมาชมงานแสดงของสมบูรณ์ Krungthep Bangkok จะต้องได้รับความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกันของความเป็นคนไทยจากผลงานชุดนี้ ตัวอย่างผลงานศิลปะจัดวางที่แสดงออกความเป็นชาติไทย เช่น เก้าอี้ไม้ธรรมดาวางอยู่ในกล่องหีบที่เปิดอยู่อาจจะทำให้ผู้ชมคนไทยระลึกถึงความทรงจำในอดีตของตัวเองในวัยเด็กหรือห้องพักครู เนื่องจากห้องเรียนหนังสือและห้องพักครูของโรงเรียนโดยส่วนมากในประเทศไทยจะมีลักษณะเป็นโต๊ะและเก้าอี้ไม้ธรรมดา เรียบง่าย หรือเก้าอี้พลาสติกสีสันสดใสที่ซ้อนชั้นกันอยู่ อาจทำให้ผู้ชมคนไทยคิดถึงร้านอาหารริมถนนหนทางในประเทศไทยอันเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในวัฒนธรรมไทยในทุกยุคสมัยและสีสันความฟู่ฟ่าของเมืองหลวง หรือขดลวดที่พันกันอยู่ยุ่งเหยิงก็เป็นตัวแทนของชีวิตที่วุ่นวายในเมืองหลวง  นอกจากนี้ประติมากรรมช้างไม้พุ่มสังกะสี ก็เป็นตัวแทนของวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ว่าช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและมีคุณูปการอย่างมากต่อสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นพาหนะในการเดินทางในป่าเขา เครื่องบรรณาการสำหรับการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเมืองต่างๆ  ราชพาหนะของกษัตริย์และยุทธปัจจัยในการออกศึกสงครามในอดีต เป็นต้น

    ประการที่สอง ผลงานของสมบูรณ์ได้สัมพันธ์กับอุดมการณ์หลักของศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย  ในเรื่องของการศรัทธา ยึดมั่น ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนา เช่น บาตรพระ ได้สะท้อนการตักบาตรอันเป็นกิจกรรมหลักทางศาสนาพุทธ  โดยถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติกันมาแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธเชื่อกันว่าการทำบุญตักบาตรเป็นการสร้างกุศลและเป็นการแผ่ส่วนกุศลและอาหารไปถึงแก่ญาติผู้ล่วงลับ เจ้ากรรมนายเวร และเทวดาประจำตนเอง  รวมทั้งพระพุทธรูปองค์เล็กประดิษฐานในกล่องหีบที่เปิดออก ก็แสดงออกถึงความเชื่อของชาวพุทธที่บูชาและกราบไหว้พระพุทธรูปอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้โต๊ะบูชาแม่นางกวักที่มีน้ำอบและน้ำแดงถวายอยู่ก็สะท้อนให้เห็นความเชื่อของชาวพุทธที่เชื่อกันว่าแม่นางกวักเป็นเครื่องรางของขลัง การบูชาแม่นางกวักด้วยน้ำแดงและน้ำอบจะช่วยส่งเสริมให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย เงินทอง โดยการบูชาแม่นางกวักมักจะพบเห็นได้ตามร้านค้าตามท้องตลาดทั่วไปและร้านค้าใหญ่ๆ  ตามห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ

    ประการสุดท้าย ผลงานของสมบูรณ์ได้เชื่อมโยงกับอุดมการณ์หลักของพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดของสังคมไทย ในเรื่องของการจงรักภักดี เคารพเทิดทูน ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  จากการที่สมบูรณ์นำพระบรมรูปถ่ายสีขาวดำตอนทรงพระเยาว์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กำลังเดินหันหลังจูงพระหัตถ์ไปด้วยกัน  เนื่องจากสถาบันมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของปวงชนชาวไทย   ดังนั้นการนำพระบรมรูปถ่ายของพระองค์มาจัดแสดงจึงต้องการจะสื่อถึงความจงรักภักดีของชาวไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นองค์ประกอบหลักของความเป็นไทยและยังหมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกับคนธรรมดาสามัญชนทั่วไป คือ พระองค์ในตอนทรงพระเยาว์เองก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าอนาคตชะตาชีวิตของพระองค์จะต้องเผชิญหรือรับผิดชอบต่อสิ่งใด เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้า เฉกเช่นเดียวกับพวกเราทุกคนในวัยเด็กหรือหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตตามช่วงเวลาของตนเองโดยที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอนาคตจะตัวเองเป็นนั้นจะเป็นเช่นไร

    สุดท้ายนี้ นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Krung Thep Bangkok โดย สมบูรณ์ หอมเทียน ในงานมหกรรมศิลปะนานาชาติ Biennale Arte 2017 แม้ทางศิลปินและภัณฑรักษ์จะต้องพบเจอกับปัญหาความจำกัดทางด้านพื้นที่ โดยต้องจัดแสดงอยู่ภายในร้านอาหาร ไม่ได้มีพื้นที่จัดแสดงถาวรเหมือนประเทศชั้นนำอื่นๆ เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอและเล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯ แต่อย่างใด  ผลงานศิลปะของสมบูรณ์ยังคงแสดงออกซึ่งการตกผลึกทางความคิดอย่างดีและน่าสนใจ  มากไปกว่านั้น นอกจากวัตถุเหล่านี้จะมีกระแสและเสียงสะท้อนของเรื่องราว  วัฒนธรรม และสังคม ของความเป็นกรุงเทพฯ  ในฉบับของสมบูรณ์ แต่ยังเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องความเป็นนามธรรมรอบๆ ตัวมันซึ่งแสดงความสัมพันธ์กับอุดมการณ์หลักของชาติ อันได้แก่  ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  ได้อย่างแยบยลอีกด้วย จนอาจเรียกได้ว่า กรุงเทพฯ คือ ประเทศไทย        หากผู้ชมได้พิจารณาและใช้จินตนาการรับรู้ถึงสุนทรียศาสตร์ความงามในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ก็จะรับรู้ได้ถึงความงดงามของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในวัตถุหรือสิ่งที่รายล้อมอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างที่สมบูรณ์ได้พบเจอและกล่าวไว้ คือ “ในสรรพสิ่งมีตัวตนเเฝงอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและรับรู้ได้หรือไม่” (ขณะคิดนี้กำลังพิจารณางานสิ่งของพลาสติกอยู่ในยามเช้า)

  • [ Review ] ALIVE @ Bangkok City City Gallery by Alex Face

    by แก้วใจ แก้วใส

    ­­­            งาน Alex face ที่เป็นที่รู้จักอย่างมากทั้งในวงการศิลปะและสำหรับคนทั่วไป เป็นสิ่งที่มักพบเห็นได้บ่อยในหัวข้องาน Street art แต่ที่ Bangkok City City Gallery งานนิทรรศการ ALIVE ที่เปิดให้เข้าชมในวันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559 ถึงวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 งานของศิลปินกลับถูกถ่ายทอดด้วยกระบวนการที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเดินเข้ามาจากทางด้านหลัง สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือภาพของ Alex face ที่เป็นที่รู้จักถูกพ่นอยู่บนผนังทั้งสองด้าน ก็ดูเป็นงาน Street art ทั่วไป ไม่แตกต่างจากงานภายนอกอาคารอีกชิ้นของศิลปินที่อาคาร BACC โดยภาพทั้งสองก็เกิดจากเทคนิคการพ่นสีลงบนผนังเหมือนกัน และมีหัวข้อเป็นภาพของตัวคาแรคเตอร์ตัวเดิม

    เมื่อเข้าสู่โซนด้านในของอาคาร สิ่งต่อมาที่ได้เห็นก็คือภาพร่างด้วยดินสอเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงงานประติมากรรมตรงกลางห้อง เรื่อยไปสู่อาคารหลังใหญ่ที่มีการจัดแสดงงานฉบับลงสีใส่กรอบเรียบร้อยแล้วออกมาอย่างสวยงาม สิ่งที่ก่อให้เกิดความน่าสนใจและเกิดเป็นจุดหมุดหมายให้เกิดคำถามและความคิดกับงาน ก็คือเทคนิค และการนำเสนองาน เมื่อเข้าไปแล้วสิ่งแรกที่เห็นคือประติมากรรมขนาดใหญ่กลางห้อง ล้อมรอบด้วยรั้วขนาดเล็ก งานภายในถูกจัดวางใส่กรอบ และมีคำอธิบายแยกเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เป็นไปตามแบบแผนการแสดงงานในแกลลอรี่ และที่สำคัญคืองานนี้ทำขึ้นโดยเทคนิคสีน้ำมัน ซึ่งนอกจากเทคนิคดังกล่าวจะแสดงออกผ่านตัวชิ้นงานเองแล้ว ก็ยังมีหลักฐานยืนยันเป็นโต๊ะที่ใช้ผสมสี อุปกรณ์

    เมื่อย้อนกลับไปที่ส่วนแรกที่มีการแสดงภาพร่าง เมื่อคำนึงถึงส่วนของเทคนิคการทำงานแล้ว ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเป็นอย่างมาก เพราะการวาดภาพร่างที่มีลายเส้นละเอียด เป็นหนึ่งในกระบวนการการทำภาพสีน้ำมัน เพื่อนำไปสู่การสร้างฝีแปรงที่เหมาะสม ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงกระบวนการในการสร้างสรรค์งานศิลปะในลักษณะที่แตกต่างจากชิ้นงานที่ BACC ที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการที่ว่าด้วยหัวข้อการขบถหรือที่เรียกได้ว่าทำแบบเถื่อน แต่เป็นงานที่มีหัวข้อการแสดงความเคารพและรำลึกถึงการจากไปของในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ด้วยบริบทของการทำงานนอกอาคาร การใช้เทคนิคพ่นสี ทำให้งานยังคงมีความเป็น Street art อยู่เป็นอย่างมาก กระบวนการในการสร้างงานก็ไม่ได้นำเสนอ หรือให้ความสำคัญ ผู้คนจะเห็นในสิ่งที่ศิลปินต้องการนำเสนอ นั่นคือตัวภาพบนผนังเท่านั้น ต่างจากงานที่ถูกจัดแสดงอยู่ภายในแกลลอรี่ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้ถึงแม้งานพ่นสีภายนอกอาคารจะมีบริบทที่ใกล้เคียงกันด้วยเทคนิคและลักษณะที่อยู่ภายนอกอาคาร การถูกพ่นสีอยู่บนผนังนี้ก็ได้แฝงความต่างอีกหัวข้อเอาไว้

    นอกจากกระบวนการในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่แตกต่างกันของงานที่แกลลอรี่และที่ BACC แล้ว หนึ่งในสิ่งที่สำคัญของงานที่แสดงคือการล้อเลียนกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือกรอบภาพ เมื่อเทียบลำดับงานไปจากงานที่ BACC ที่มีกลิ่นอายใกล้เคียงกับงานอื่นๆ ของศิลปิน จะเห็นได้ว่าเป็นงานที่ทำร่วมกับศิลปินคนอื่นในพื้นที่เปิดกว้าง จึงเห็นได้ถึงส่วนที่มีการยื่นล้ำพื้นที่ของกันและกันอย่างชัดเจน งานนำเสนอออกมาเป็นหนึ่งชิ้นงานใหญ่ที่ประกอบไปด้วยหลายคาแรคเตอร์ในขณะที่งานที่จัดแสดงที่แกลลอรี่ ถึงแม้จะเป็นภายนอก ก็จะถูกจัดวางอยู่ในกรอบและมีพื้นหลังที่ชัดเจน แต่ก็จะเห็นได้ถึงลูกเล่นของมือและน้ำ หรือรายละเอียดบางอย่างของภาพที่ยื่นล้ำออกมาจากพื้นที่ของภาพ เหมือนว่าจะเป็นงานในกรอบ แต่ก็ยังมีการแฝงของการออกนอกกรอบอยู่บ้าง ในขณะที่ภาพวาดสีน้ำมันภายในนั้น เป็นภาพที่ถูกใส่กรอบอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรอบเหลี่ยมตามธรรมเนียมปกติ หรือจะเป็นขอบกลม ที่ถึงแม้จะดูเหมือนแปลก แต่ก็แสดงถึงการอยู่ภายในกรอบอยู่ดี โดยกรอบรูปนั้นเป็นหัวข้อที่น่าสนใจของงานในระบบสถาบันที่มักถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่คล้ายกัน งานตามสถาบันที่ศิลปะถูกยกย่องเป็นของสูงส่ง นำมาจัดแสดง มีแสงไฟ มีกรอบสีทองลวดลายสวยงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับงาน Street art ที่ไม่มีกรอบชัดเจน ไม่มีระบบระเบียบกระบวนการทางศิลปะ ไม่เรียกร้องการยกย่องหรือการยอมรับจากสถาบัน

    ทั้งนี้เทคนิคในการวาดภาพประกอบหรือพื้นหลังก็แตกต่างไปด้วย โดยงานที่จัดแสดงที่ BACC เทคนิคในการทำจะเป็นเทคนิคของงานพ่นสี ลวดลายจะมีความชัดและเบลอในระดับที่ไม่มาก แต่ในงานที่แกลลอรี่จะมีความเป็นศิลปะแบบสถาบันอย่างงานแบบ Impressionism อย่างชัดเจน ดังนั้นการแสดงกระบวนการที่ถ่ายทอด เทคนิคในการทำงาน เทคนิคในการสื่อสาร ไปจนถึงบริบทของงาน จึงเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    งาน Alive จึงเป็นเหมือนนิทรรศการที่หยิบยกเอาความเป็นอิสรเสรีของงาน Street art มาครอบไว้ด้วยความเป็นสถาบันทางศิลปะและถ่ายทอดออกมาด้วยปัจจัย กระบวนการ และรายละเอียดของความเป็นสถาบันผ่าน Character Alex face ที่เป็นเอกลักษณ์ของงาน Street art ของศิลปินเอง ซึ่งอาจเป็นทั้งการเสียดสีระบบของสภาบันทางศิลปะอย่างที่เคยพบเห็นในงานของศิลปินยุคก่อนๆ อย่างงาน Fountain ของ Marcel Duchamp หรืออาจเป็นเพียงการสะท้อนให้เห็นถึงการผันเปลี่ยน และความเปลี่ยนแปลงได้ ของงานศิลปะแบบ Street art และงานแบบสถาบันศิลปะ ไปจนถึงการแสดงให้เห็นถึงความต่างของงานทั้งสองประเภทผ่านบริบทของ Alex face เพียงเท่านั้นก็เป็นได้

  • [ Review ] No Regret exhibition @ Cartel Artspace โดยศิลปิน อัญชลี อนันตวัฒน์

    by แก้วใจ แก้วใส

    งาน No Regret ตั้งอยู่ใน Cartel Artspace โดยศิลปิน อัญชลี อนันตวัฒน์ จัดแสดงขึ้นอย่างเรียบง่ายและแทบจะเป็นคําว่าโล่งเลยมากกว่า งานที่จัดแสดงในงานนิทรรศการนี้ มีความแตกต่างกันออกไปทั้งลักษณะ สื่อที่ใช้ และทําให้เกิดคําถามตลอดเวลาที่ดูงาน แรกเริ่มงานนี้แทบไม่ทําให้เกิดคําถาม ความสงสัย หรือ การสื่อสารใดๆ จากผลงานเอาเสียเลย


    image from Cartel Art Space facebook

    งานเพียงแต่ถูกจัดแสดง ไม่มีคําบรรยายอะไรที่ชัดเจน สีสันที่ฉูดฉาดถูกวาดขึ้นอย่างไม่เรียบร้อย กลางห้องมี แท่งลมปลิวไปมา แสงไฟจากชิ้นงานที่ยากจะอธิบายว่าทําไปเพื่ออะไร ภาพที่ไม่มีเนื้อหา ไม่เล่าเรื่อง และไม่ได้สื่ออะไรชัดเจน แน่นอนว่างานนี้ไม่ใช่งานทําให้เกิดความประทับใจกับผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวินาทีแรกที่เข้าไปในงาน และยังคงไม่ได้สร้างอะไร หรือมีอะไรเพิ่มเติมมาในภายหลัง แต่บนพื้นฐานของการดูงานแบบจําเจ การเรียกร้องสารจากงานแต่ละชิ้น มองหาการเล่าเรื่อง ตามแบบอย่างการดูงานทั่วไป ได้ไปตอบกับชุดคําง่ายๆ ที่ศิลปินเขียนเอาไว้

     

    พื้นที่ของ Cartel Artspace นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กเล็ก ดังนั้นเมื่อลองมองดูรอบๆ แบบไม่คิด อะไรมาก ก็จะได้ชุดคําแบบไม่คิดอะไรมาก ว่ามันก็คือการรวมงานของศิลปินคนหนึ่งเอาไว้ ไมได้มีเนื้อหาสาระสําคัญต้องไปเค้นจากงาน ไม่ต้องมองหาการเล่าเรื่อง และคุณค่า เป็นงานร่วมสมัยที่สร้างคําถามและตอบคําตอบของคําว่าศิลปะได้อย่างน่าสนใจ ว่าแล้วอะไรที่ทําให้งานเป็นศิลปะ อะไรที่ทําให้เรามองว่ามันเป็นงาน มันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ศิลปินไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเรา แต่การดูงานเรากลับเรียกร้องสารบางอย่าง ซึ่งสารที่ได้รับจากงานนี้ นอกจากจะเป็นสิ่งเตือนและตัวอย่างของงานรวมสมัยที่น่าสนใจ ก็คงจะเป็นการที่งานล้อเลียนกับการที่คนดู คนชมงานศิลปะเรียกร้องสิ่งต่างๆจากงานเหลือเกิน สุดท้ายแล้วงานนี้ก็คือความเป็นตัวตน หรืออาจเป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินอยากจะทํา อยากจะแสดง ไม่ได้มีอะไรตื่นลึกหนาบาง เป็นเพียงการเอางาน มาจัดแสดง และปล่อยให้เราเกิดคําถาม ว่ามันคืออะไร และคําตอบที่ว่า มันคืออะไรก็ตามที่เราจะให้ค่ามัน มันก็คือสิ่งที่ศิลปินเอามาจัดวางไว้ ในงานมีชิ้นที่สีสันโดดเด่น คืองานที่นําเชือกมาจัดอยู่ในลักษณะเหมือนกําลังห้อยไว้กลางอากาศ และมีไฟหลอดหนึ่งถูกดัดให้เลื้อยผ่านไปในตารางเชือก บางคนอาจจะเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาตอบ หรือให้ความหมายมัน บางคนอาจจะมองว่ามันก็แค่ของสองสิ่ง


    image from Cartel Art Space facebook

    บนความเปิดกว้างของนิทรรศการ ที่ไม่เรียกร้อง และไม่ยัดเยียดอะไรนี้เอง ที่ทําให้ผู้เขียนเกิดความสนใจกับงานขึ้นในภายหลัง นิทรรศการนี้จึงเป็นเหมือนทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งไม่ชอบในความไม่มีอะไร แต่ก็ชอบความตลก และความสนุกของการที่งานในพื้นที่เล็กๆ และไม่มีอะไรนี้เอง ได้สะท้อน และทําให้เกิดความคิด และกิจกรรมต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับคนชมซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนุกและน่าสนใจในสิ่งที่นิทรรศการนี้มอบให้กับผู้ชม

  • [ Review ] Photosynthesis at Tentacles by อภิชญา ไหมทิม

    by อภิชญา ไหมทิม

     

    นิทรรศการ Photo Synthesis จัดขึ้นที่ Tentacles Gallery จัดแสดงผลงานของศิลปิน 5 คน คือ คณิช ขจรศรี จิตตภูมิ อาญาพิทักษ์ นิรันธนา คุมมณี Micaela Higgs และ Zhang Jiechen ศิลปินเหล่านี้ใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อในการถ่ายทอดมุมมอง ความคิด โดยแต่ละคนก็มีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป

    ผลงานที่ชื่นชอบในนิทรรศการนี้คือผลงานของคณิช ขจรศรี

    เป็นงานภาพถ่ายในกรอบรูป ติดตั้งบนฝาผนังทั้งสิ้น 3 รูป ด้วยกัน เมื่อเทียบกับผลงานของศิลปินคนอื่นที่พยายามจะข้ามผ่านความเป็น 2 มิติ ดังตัวอย่างงานของ Zhang Jiechen

    ศิลปิน หญิงชาวไต้หวัน ที่นําเสนอผลงานผ่านเทคนิค Photomontage ผลงานของจิตภูมิ อาญาพิทักษ์ ที่สร้างประติมากรรมจากภาพถ่าย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าผลงานภาพถ่ายของคณิช ไ ม่ได้มีความแปลกใหม่ไปกว่าผลงานของศิลปินที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นเลย กลับมี ความธรรมดาและเรียบง่าย แม้เทคนิคการถ่ายภาพจะเรียบง่าย ไ ร้ซึ่งการผสมผสานของเทคนิคอื่นๆ แต่เรื่องราวที่แฝงอยู่ทําให้ ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดา

    ศิลปินจัดฉากโดยจําลองเอาสิ่งของทั่วๆ ไป เช่น ราวตากผ้า ขวดน้ํา (สีชมพูและสีเขียว) เศษผ้าสีส้ม ไม้กวาด (ส่วนปลาย หุ้มด้วยพลาสติกสีชมพู) กระแป๋งโบกปูน เขานําสิ่งเหล่านี้มาจัดวางให้เหมือนกับการวางสิ่งของต่างๆ เพื่อจับจองพื้นที่ริมถนนและ พื้นที่สําหรับจอดรถ ดังนั้นหน้าที่การใช้สอยของมันก็ไม่เหมือนเดิม และด้วยคณิชเป็นศิลปินที่ชอบตั้งคําถามกับบริบททางสังคม และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ชุดภาพถ่ายนี้จึงไม่ได้เป็นเเค่ภาพถ่ายทั่วไปที่จัดวางองค์ประกอบภาพเพื่อความ สวยงาม แต่กลับมีบางอย่างแอบแฝงอยู่ในภาพ ดึงดูดให้ผู้ชมค้นหาและตั้งคําถาม

    ต้องยอมรับว่าหากเราไม่รู้ประวัติของศิลปิน เรื่องราวและเเนวคิดการทํางานของเขา ก็คงไม่สามารถเข้าใจถึงเรื่องราวที่ ศิลปินนําเสนอผ่านภาพถ่ายได้ และหากศิลปินไม่ได้ทิ้งประเด็นไว้ให้คิดต่อ เราคงไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ ‘อํานาจที่แฝงอยู่’ ใ นสิ่งของ จากราวตากผ้ากลายมาเป็นสิ่งของจับจองพื้นที่ กระแป๋งโบกปูนกลายเป็นวัตถุที่ถูกทําให้เคลื่อนย้าย ยาก ยิ่งให้ความรู้สึกคงทนถาวร และสีสันยิ่งเพิ่มความเด่นชัดและบ่งบอกถึงสถานะของพื้นที่ได้ในระยะไกล วัตถุเหล่านี้ทําให้คน ได้ครอบครองพื้นที่อย่างเด็ดขาดหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราคิดตั้งคําถามเมื่อได้ชมภาพถ่าย

    วัตถุสิ่งของที่มีมวล มีรูปร่างทางกายภาพ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ใช้จับจองพื้นที่ว่างได้ แค่นํามันไปวางไว้บนลานคอนกรีต สนามหญ้า หรือแม้เเต่พื้นที่ริมถนน พื้นที่ว่างเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่ว่างอีกต่อไป วัตถุสิ่งของเหล่านี้ไม่ได้วางอยู่เฉยๆ แต่เหมือน กับว่ามันพูดหรือเป็นภาษาสัญลักษณ์ที่บอกให้ผู้อื่นเข้าใจได้ว่าพื้นที่ตรงนี้มีคนจับจอง

    ประเด็นที่น่าสนใจของภาพถ่ายชุดนี้คือ อาณาเขตที่ถูกจับจองนั้นมีพื้นที่กว้างแค่ไหน เท่ากับพื้นที่ของราวตากผ้า กระ แป๋งโบกปูนหรือครอบคลุมบริเวณไปไกลกว่านั้น และถ้าหากมีคนฝ่าฝืน สถานการณ์จะเป็นอย่างไรในเมื่อมันเป็นพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้มีตัวบทกฎหมายมาครอบทับอีกที ไ ม่ได้มีเส้นขาว – แดง ริมทางเดินเท้าที่บ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ห้ามจอด ปัญหาที่ดูเลือนลาง ความคลุมเครือของพื้นที่เริ่มปรากฏให้เห็น

    จากที่ศิลปินตั้งคําถามต่อวัตถุที่คนหยิบยกมาใช้เพื่อจับจองพื้นที่สาธารณะ ตั้งข้อสงสัยกับพฤติกรรมของมนุษย์ ภาพถ่ายธรรมดาชุดนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าวัตถุสิ่งของทั่วๆ ไป ที่เราคุ้นชินและมองข้ามนั้นแฝงไปด้วยอํานาจ(อันไม่ชอบ)ซ่อนเร้น อยู่ เเละเพื่อให้ได้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นๆ สิ่งของทั่วไปจําพวกนี้จึงกลายเป็นตัวกั้น ปิดบังสิ่งที่มองไม่เห็นไปโดย ง่าย

  • [ Review ] EARLY YEARS PROJECT #1: Thisorder

    By A boy

         

    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสพาตนเองเข้าไปในโลกนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “EARLY YEARS PROJECT #1: Thisorder” ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 7 โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงคัดเลือกมาจากศิลปิน 12 ท่าน ภายใต้เนื้อหา “Early Years Project #1 : Thisorder” ที่นำเสนอแนวความคิดซึ่งได้มาจากผลงานอันหลากหลายของศิลปินที่ส่งเข้าร่วมโครงการและได้รับการคัดเลือกอันแสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับใหม่ของศิลปินทั้งในทัศนคติทางศิลปะ เนื้อหาและแรงบันดาลใจ เทคนิคและรูปแบบของการแสดงออก รวมไปถึงคุณประโยชน์และหน้าที่ของศิลปะ สื่อสารการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการรับรู้ การตั้งคำถามของศิลปิน และการประกอบขึ้นมาซึ่งความหมายใหม่ การจะกล่าวถึงผลงานทั้ง 12 ชิ้นที่แตกต่างหลากหลายนั้นคงจะทำไมได้โดยสะดวกจึงขอนำเสนอผลงานที่ประทับใจเป็นพิเศษ

    ท่ามกลางผลงานทั้ง 12 ชิ้น ผลงานที่ผมประทับใจมากที่สุดคือผลงาน “A Girl has no name” ของติณนา หงส์งาม ที่เมื่อคุณมองไปที่ผลงานแล้ว คุณจะต้องถามตัวเองในใจว่า ตารางต่างๆมากมายที่ปรากฏแทบทุกอณูของงานชิ้นนี้คืออะไร ? ความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจน ความเศร้าหมองที่แสดงออกผ่านโทนสีมืดคืออะไร ? ทำไมหญิงสาวคนนี้จึงเปลือยกาย ? หากเรายังไม่อ่ายป้ายคำอธิบายตัวชิ้นงานเราก็อาจสัมผัสได้ถึงความมืดมนอนธการที่ปรากฏเมื่อแรกเห็น อย่างน้อยๆที่สุดความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นย่อมไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีและสดใสอย่างแน่นอนประหนึ่งดอกบัวบานที่ผุดจากน้ำ แต่กลับรู้สึกประหนึ่งขอนไม้ที่ลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทร

    เมื่อเราอ่านป้ายคำอธิบายแนวคิดของศิลปินซึ่งพอจับใจความได้ว่าศิลปินตั้งคำถามต่ออัตตาหรือตัวตนของแต่ละคนที่ถูกหล่อหลอม สั่งสม กลั่นมาจากหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดอันเกิดขึ้นจากแผลเป็นของตนเอง ซึ่งจากชื่อ “A Girl Has No Name ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกตัวละครผู้หญิงคนหนึ่งในซีรี่ส์เรื่อง Game of Thrones เธอยอมจำนนหรือแลกกับความเจ็บปวดอันแสนจะทรมานเพื่อที่จะได้ทำตามเป้าหมายของเธอ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนตัวเองจากตัวตนเดิมให้ดีกว่า” ที่มาของชื่อที่อยู่บนป้ายนิทรรศการได้บอกจุดมุ่งหมายของชิ้นงานไว้อย่างเบ็ดเสร็จ

    แต่พลังของงานชิ้นนี้กลับเป็นเสมือนกระจกส่องมนุษย์โลกให้เห็นถึงการก้ามข้ามผ่านความทุกข์ยากเพื่อที่จะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม เป็นคนใหม่ที่เราไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเราจะเป็นได้ ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญในการสร้าง “ตัวตนที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นได้” ไม่ใช่สิ่งของหายากหรือพิเศษพิสดาร แต่กลับเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่มนุษย์ทุกคนล้วนมี นั่นคือ “ความทุกข์” มันทำให้ผมนึกถึงบทสวดในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว” อันหมายถึงมนุษย์ทุกคนล้วนถูกครอบงำด้วยกองทุกข์ทั้งหมด แต่สิ่งที่งานชิ้นนี้นำเสนอกลับไปได้ไกลกว่าคำอธิบายของพระพุทธศาสนากล่าวคือแทนที่จะสลายตัวตนเป็นอนัตตาเพื่อให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง แต่ศิลปินกลับเน้นถึงการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่สนใจความทุกข์ใดๆแทนที่จะละทิ้งความทุกข์เหล่านั้นแต่ศิลปินเลือกที่จะโอบกอดความทุกข์ทั้งมวลมาไว้ข้างกายจนกลายเป็น “เกาะ” ที่มองไม่เห็น ประหนึ่ง “ออร่า” ที่เปล่งออกมาจากตัวคอยป้องกันความทุกข์ที่จะเข้ามาในอนาคต มันทำให้ผมมองความทุกข์ในมุมมองที่เปลี่ยนไป

    เมื่อผมชมผลงานนี้เสร็จ ราวกับผมได้ยินเสียงหญิงสาวในชิ้นงานร้องเพลงท่อนที่อหังการและบ้าบิ่น ว่า “ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวางหนามลำเข็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย”