Category: Articles

  • [Article] “พื้นที่เล็กๆ ใต้วงแขนของผู้หญิงบอกเล่าอะไรได้บ้าง?” ผู้เขียน วรพร พงษ์สามารถ

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    บทความวิเคราะห์ผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’

    ศิลปิน สุทธิศักดิ์ ภูธรารักษ์

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”2520″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]ผลงานศิลปะที่ดึงดูดสายตาด้วยอาการของผู้หญิงที่กำลังโพสท่าในลักษณะที่เห็นได้ตามสื่อโฆษนาผลิตภัณฑ์ใต้วงแขน โดยค่อนไปในลักษณะที่เกินจริง (Exaggeration) เพื่อล้อเลียน โดยชูแขนหักศอกอย่างผิดธรรมชาติเพื่ออวดบริเวณใต้วงแขน ทว่าใต้วงแขนนั้นกลับไม่ได้มีลักษณะที่ขาว เรียบเนียน ไร้ขนปกคลุมอย่างที่ผู้หญิงซึ่งปรากฏอยู่ตามสื่อโฆษนาเป็น ตรงกันข้ามศิลปินกลับใช้ขนที่ยาวเสียจนสร้างความสะพรึงให้กับผู้พบเห็น รายละเอียดในชิ้นงานนอกเหนือไปจากความเกินจริงที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว ยังนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านรูปแบบของศิลปะล้านนา เห็นได้จากการปั้นแต่งเครื่องหน้า ขณะที่การประดับเครื่องแต่งกายด้วยเทคนิค ‘งานกระจกสี’ (Stained glass) ที่เริ่มก้าวมาอยู่ในฐานะงานศิลปะประเภทหนึ่งอย่างเต็มตัวในยุคกลาง และโดดเด่นในศิลปะกอธิคนั้นเป็นลักธิทางศิลปะที่ให้ความรู้สึกโศกเศร้า มืดมน

    รอยยิ้มไร้เดียงสาของผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’ ขณะที่กำลังแสดงอาการที่เกินจริงเกินงาม และมีเรือนร่างที่ชักชวนให้ผู้ชมงานมาล้อเลียน อารมณ์ขันของศิลปิน และความสนุกสนานของผู้ชมงานกลับกลายเป็นตลกร้าย หากวิเคราะห์ย้อนรอยกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่น่าขำขันเอาเสียเลย

     

    คำว่า ความงาม’ กับ ‘ใต้วงแขน’ ของสตรีเพศ

     

                การถอดรื้อความหมายของงานศิลปะแต่ละชิ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความหมายที่แปรผันตามประสบการณ์ของผู้ชม มุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้ชมเปลี่ยนความหมายของงานศิลปะชิ้นหนึ่งได้ราวกับเปลี่ยนคนแปลกแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จักภายในพริบตา ศิลปินอาจบอกเล่าถึงความคิดของตนอยู่ไม่กี่มากน้อยผ่านผลงาน หรือแม้แต่กระทั่งไม่ต้องการบอกอะไรเลย

    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าศิลปินได้ทิ้งคำใบ้ที่ค่อนข้างชัดเจนเอาไว้ และให้ความสนใจกับคำว่า ‘ความงาม’ ที่ปรากฏในชื่องาน ‘ความงามใต้วงแขน’ เป็นพิเศษ จึงเริ่มต้นถอดรหัสโดยดึงเอาคำว่า ‘งาม’ มาเปรียบเทียบกับภาพผลงานที่ปรากฏอยู่ สิ่งที่โดดเด่นบนผลงานนี้คือ ขนรักแร้ที่ยาวเกินจริง และเห็นได้โจ่งแจ้งจากท่าทางที่จงใจขับเน้นให้ต้องมองบริเวณใต้วงแขนก่อนที่จะให้ความสนใจกับใบหน้าเสียอีก

    หากนำเอาค่านิยมผู้หญิงไทยในปัจจุบันมาใช้เป็นเกณฑ์วัดหญิงสาวที่ชื่อ ‘ความงามใต้วงแขน’ คงต้องให้ความเห็นอย่างน่าเสียใจว่าหญิงสาวคนนี้ ‘ขี้เหร่’ เหลือเกิน อย่างไรก็ตาม ศิลปินก็ได้ยืนยันอย่างแข็งขันเอาไว้ดังที่ปรากฏในชื่องานว่า ‘งาม’ แต่กลับจงใจสร้างรูปแทนในลักษณะที่บิดเบือนจากความจริง (Misrepresention) ซึ่งแตกต่างกับการสร้างภาพแทน (Represention) เพื่อผลิตซ้ำมายาคติให้สังคม ผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’จึงถูกแสดงออกในรูปแบบที่สวนทางกับค่านิยมความงามตามยุคสมัย โดยมีใบหน้าไปจนถึงใต้วงแขนที่ดำสนิท ผิวขรุขระ ใบหน้าไม่เป็นรูปไข่ หุ่นไม่เพรียวลม ซึ่งลักษณะของหญิงสาวที่ปรากฏในผลงานศิลปะดังที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของผู้หญิงใบแบบที่สื่อต่างๆ เลือกมาใช้เป็นตัวแทนของผู้หญิงสวย

    การใช้ภาพแทน หรือรูปแทน (Representation) เพื่อแสดงถึงอุดมคติต่อเพศหญิงผ่านสื่อในรูปแบบของงานศิลปะ มีมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 16 โดยฝีมือของศิลปินซึ่งล้วนแต่เป็นเพศชาย โดยสะท้อนให้เห็นถึงผู้หญิงตามค่านิยมความงามในแต่ละยุคสมัยมากกว่าจะนำเสนอ ‘ผู้หญิงจริง’ หรือบิดเบือน ‘ผู้หญิงจริง’ เพื่อให้อยู่ใต้กรอบที่มีบรรทัดฐานความงามเพียงแบบเดียว ขณะที่ผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’ กลับนำเอาลักษณะที่สวนทางกับค่านิยมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรักแร้ของผู้หญิง ที่มีเกณฑ์วัดตายตัวยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตา ดังจะเห็นได้ตามสื่อและ เวทีประกวด ว่าต้องเรียบเนียน ขาว ไร้ขนปกคลุม ขณะที่ศิลปินเลือกจะปั้นแต่งผู้หญิงที่กำลังอวดขนรักแร้ และบอกว่านี่เป็นรักแร้ที่สวย

    หากใช้เหตุผลตามหลัก การคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection) มาอธิบาย อาจจะกล่าวได้ว่าการที่ผู้ชายจะมองว่าผู้หญิงผิวดำ หยาบกร้าน ขนดกว่าสวยนั้นเป็นเรื่องฝันเฟื่อง สีแดงบนริมฝีปากของผู้หญิง หน้าอกงาม ผิวพรรณนวลเนียน ล้วนแต่มีเหตุผลตามหลักการคัดเลือกทางเพศเพื่อให้ดึงดูดเพศตรงข้าม ทว่ากระบวนการศิลปะกลับมีพลังอำนาจขนาดที่จะทำให้สิ่งเคยขี้เหร่กลับดูสวยงามขึ้นมาได้ แม้ว่าความขี้เหร่ตามค่านิยมนั้นจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ ที่ปราศจากการประดิษฐ์ และปรุงแต่งก็ตาม

    เหตุใดศิลปินจึงเลือกที่จะนำอำนาจของศิลปะมาใช้ในลักษณะนี้?

     

    ศิลปะกับการต่อสู้เพื่ออำนาจแห่งเสรีภาพ

     

    เมื่อศิลปะในฐานะเครื่องมือของรัฐและชนชั้นสูง เริ่มคืนกลับมาเป็นเรื่องของกระฎุมพี ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ไม่เพียงแต่ถูกจำกัดให้เป็นแค่ของชนชั้นสูงอีกต่อไป แต่ศิลปะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเสรีภาพจะมีได้

    นับตั้งแต่หลังยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เป็นต้นมา การเคลื่อนออกจากศิลปะยุคคลาสสิค (Classic Art) มาจนถึงศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) รูปแบบที่เปลี่ยนไปแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และ เสรีภาพของศิลปินที่ได้รับมากขึ้น จากศิลปะแบบดั้งเดิมที่เคยรับใช้รัฐโดยทำหน้าที่ในฐานะศิลปะที่นำเสนอภาพแทน (Representational Art) หรือแม้แต่เป็นศิลปะที่ใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda Art) ทั้งในทางการเมือง และศาสนา ซึ่งศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) คือความก้าวหน้าของโลกศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากการเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ศิลปะรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากการที่ศิลปินได้มีความนึกคิดเป็นอิสระปลอดจากอำนาจนำ เมื่อศิลปินมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ วิถีของศิลปะจึงเปลี่ยนแปลงไปจากวีถีเดิมๆ และได้รับโอกาสในการขับเคลื่อนความคิดในสังคม

    ศิลปะเรียลลิสม์ (Realism) หรือ ศิลปะสัจนิยม เป็นลักธิศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ศิลปินได้แสดงออกถึงความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงออกมามากกว่าจะถ่ายทอดอุดมอคติภายใต้กรอบคิดศาสนาศิลปะเรียลลิสม์ จึงถือเป็นทางแยกออกมาศิลปะเดิมๆ ที่มีสถานะเป็นแค่เครื่องมือรับใช้ทางการเมืองและศาสนา และกล้าที่จะนำเสนอภาพความจริงที่ไม่ได้มีแต่เรื่องสวยงามอีกต่อไป การพยายามนำเสนอขนบริเวณใต้วงแขนของผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’เป็นความพยายามที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ แม้ว่าจะขัดกับมายาคติในสังคมเฉกเช่นเดียวกับที่ศิลปินลักธิเรียลลิสม์เคยพยายามต่อสู้มา นอกจากนี้รูปแบบของ ‘ความงามใต้วงแขน’ ยังมีความใกล้เคียงกับศิลปะเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) หรือศิลปะลักธิแสดงพลังอารมณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงภาวะที่ไม่ยึดติดกับความเป็นจริง การเคลื่อนไหวรุนแรงตามสัญชาติญาณ เห็นได้จากสัดส่วน การใช้สี และท่าทางที่ขัดแย้งจากหลัก Academic แต่เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์จากจิตใต้สำนึก

    ทั้งนี้การอ้างถึงศิลปะสมัยใหม่ประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นลักธิทางศิลปะตะวันตกนั้น เป็นเพียงการเขียนให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและบทบาทของศิลปะมากกว่าจะเป็นการพยายามจัดหมวดหมู่ให้กับ ‘ความงามใต้วงแขน’ ซึ่งหากให้วิเคราะห์ในด้านของรูปแบบ ควรจะเทียบกับศิลปะตะวันออกมากกว่า

    นอกจากนี้ ‘ความงามใต้วงแขน’ ยังมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับป๊อปอาร์ต (Pop Art) ลักธิทางศิลปะในช่วงท้ายๆ ของศิลปะสมัยใหม่ (Modern art) ซึ่งศิลปะป๊อปอาร์ตได้เกิดขึ้นมาพร้อมกระแสต่อต้านความเป็นบริโภคนิยม (Consumerism) ศิลปะป๊อปอาร์ตที่รับอิทธิพลทางความคิดจากศิลปะเชิงความคิด (Conceptual Art) นั้นเป็นศิลปะที่มีพลังในการเปลี่ยนสิ่งของธรรมดาให้เป็นสิ่งพิเศษ เปลี่ยนสิ่งที่ไม่งามให้งามได้

    ‘ความงามใต้วงแขน’ เองก็มีความคิดที่ต่อต้านความเป็นบริโภคนิยมเช่นเดียวกัน ในเมื่อความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้อธิบายถึงเหตุผลที่สากลโลกมีกฏเกณฑ์ทางความงามของผู้หญิงร่วมกันว่าด้วยหลักการคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection)

    เหตุใดศิลปินจึงยืนยันจะนำพลังอำนาจของศิลปะมาเปลี่ยนให้ผู้หญิงที่ขี้เหร่(จากทัศนะของสังคม)มาเป็นผู้หญิงที่สวย(จากทัศนะส่วนตัว)?

     

    ความงามใต้วงแขนกับ Individualism

    และ ความหลากหลายของมนุษย์

     

    ความพยายามของศิลปินที่ดึงดันจะนำเสนอลักษณะอันไม่พึงประสงค์ของผู้หญิง(ตามค่านิยม)โดยใช้กลไกของศิลปะมาเปลี่ยนความไม่งามให้กลายมาเป็นความงาม เป็นเพียงสรุปความแบบหยาบๆ ในด้านเดียว เนื่องจากในธรรมชาติแท้แล้วไม่มีทั้งถูกหรือผิด ไม่มีทั้งงามหรือไม่งาม ธรรมชาติเพียงเป็นไปอย่างนั้นเอง ซึ่งหากตัดเรื่องค่านิยมความงามของผู้หญิงอันเป็นจริตเฉพาะมนุษย์ออกไป ขนรักแร้ก็คือธรรมชาติดั้งเดิม ส่วนความงามของรักแร้ที่เรียบเนียนไร้ขนก็เป็นเพียงผลผลิตอย่างหนึ่งของวาทกรรม (Discourse)

    การคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection) เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่แตกต่างจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural selection) ลักษณะที่เพศผู้ส่วนใหญ่ชื่นชอบ เป็นลักษณะที่ทำให้เพศเมียถูกเลือก และลักษณะนั้นจึงจะได้รับการส่งต่อไปยังลูกหลาน ในทางกลับกันลักษณะของเพศผู้ที่เพศเมียส่วนใหญ่ชื่นชอบก็จะเป็นลักษณะที่มีโอกาสได้ส่งต่อไปเช่นเดียวกัน ซึ่งผลจากการคัดเลือกทางเพศเป็นได้แค่ข้อสรุปถึงคุณลักษณะที่หลงเหลืออยู่เยอะที่สุด ทว่ากรอบคิดแบบปัจเจกชนนิยม (Individualism) กลับมองว่าความงาม และไม่งามนั้นควรเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล (Individual) ซึ่งศิลปินในฐานะปัจเจกบุคคลได้พยายามส่งสารออกมาว่า ‘ไม่มีอะไรที่ไม่งามในความเป็นธรรมชาติแท้’

    ตัวตนของศิลปินมีความเป็นปัจเจกชนนิยม (Individualism) ค่อนข้างสูง ซึ่งปัจเจกชนนิยม (Individualism) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเป็นชุมชนนิยม (Collectivism) เดิมปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดตะวันตกนั้นมีมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ ในต้นศตวรรษที่ 16 ขณะที่ปัจเจกชนนิยมใหม่ (New Indivudualism) เป็นแนวคิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นช่วงศตวรรษที่ 18 พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตย

    “สำนึกเชิงปัจเจกชนนิยมใหม่จะเป็นสำนึกที่เน้นความเป็นปัจเจกของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมโดยที่จะไม่ผูกพันกับระบบคุณค่าใดๆ ของสังคม ซึ่งเป็นสำนึกส่วนตัวที่แยกออกจากสรรพสิ่ง (Individualism as isolated privatism) กรอบการคิดและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจะหมกมุ่นอยู่กับตัวตนของตนเอง และพร้อมที่จะจัดการทุกอย่างรอบตัวเพื่อตอบสนองหรือเติมเต็มความเป็นตัวเอง (Self-realization and Self- fulfillment)” อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, 2560

    ความคิดแบบปัจเจกชนนิยมที่เชื่อว่าทุกคนมีความงามเป็นเรื่องเฉพาะของตัวเอง ได้ต่อสู้กับความคิดแบบชุมชนนิยมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่กำหนดร่วมกัน

    อีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สถานภาพของเพศหญิงได้ คือทฤษฎี Hegemony (การครองอำนาจนำ) ของกรัมชี่ (Antonio Gramsci) ,1891-1937 นักทฤษฎีการเมืองชาวอิตาลีสายมาร์กซิสม์ ซึ่งอธิบายถึงภาวะการครอบงำทางความคิดและจิตใจโดยผู้มีอำนาจ โดยหากมองสถานะของผู้หญิงผ่านผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’ และจัดให้เป็นผู้มีสถานะรอง (Subaltern) กลุ่มหนึ่งที่ถูกจัดระเบียบทางเพศเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการปกครองโดยชนชั้นปกครอง และเพศชาย(ในกรณีที่จัดว่าเป็นเพศที่มีสถานะสูงกว่าเพศหญิง)

    กฎเกณฑ์ความงามของเพศหญิงที่วางมาตรฐานโดยเพศชายเป็นสิ่งที่ถูกทอนอำนาจลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เพศหญิงไม่ได้เป็นผู้มีสถานะรอง (Subaltern) อีกต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการต่อสู้ของกลุ่มเฟมินิสต์ และความเบ่งบานของอำนาจประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ถึงกระนั้นค่านิยมเรื่องรักแร้เรียบเนียนของผู้หญิงกลับไม่เจือจางลงแม้ในสังคมร่วมสมัย

    ทั้งนี้เป็นเพียงการกล่าวถึงสถานะของเพศหญิงแบบรวมๆ ในระดับสากลถึงสถานภาพของเพศหญิงที่ถูกกดทับด้วยมาตรฐานความงามโดยเพศชาย อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมอุษาคเนย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมล้านนานั้น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมาก แม้จะถูกอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากฝั่งตะวันตกเข้ามาครอบทับในภายหลัง รัฐที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพศวิถีมากขึ้น และการเข้ามาแทนที่ด้วยอำนาจปิตาธิปไทย(ชายเป็นใหญ่)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นสาเหตุให้มุมมองที่มีต่อเพศหญิงด้อยลง

    อย่างไรก็ดี ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมนั้นรัฐยังค่อนข้างให้อิสระในเรื่องของเพศวิถี เรื่องเพศยังเป็นสิ่งที่ชนชั้นล่างมีอิสระที่จะจัดการกันเองก่อนที่รัฐจะเข้ามาระเบียบทางเพศ ผู้หญิงยังมีอิสระที่จะได้จัดการ(อีกนัยหนึ่งคือต่อสู้)กันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอำนาจในพื้นที่ของครัวเรือน

     

    ผู้หญิงล้านนาต่อสู้กับอะไร?

     

                การเข้ามาแทนที่ของปิตาธิปไตย (Patriarchy) โดยนำเข้าจากวัฒนธรรมอื่น(อิทธิพลจากกรอบคิดแบบคริสเตียน) หรือเป็นเพราะฐานเดิมในวัฒนธรรมไทยนั้นอำนาจปิตาธิปไทยค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน ถกเถียงกันไม่จบสิ้น

    ความหวาดหวั่นที่มีต่อความงามของสตรีเพศ เป็นแนวคิดที่ปรากฏอย่างรุนแรงในวัฒนธรรมของคริสเตียนและ จีนโบราณ   ถึงกระนั้นผู้หญิงทั้งหลายตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ก็ยังเพียรพยายามที่จะสวยงามตามค่านิยมในแต่ละวัฒนธรรม แม้ในบางกรณีจะเป็นเหตุให้เจ็บปวดถึงตายก็ตาม เช่น ประเพณีการตัดแต่งอวัยวะเพศของผู้หญิงมุสลิม การเย็บปิดช่องคลอด(ด้วยเหตุผลทางความงาม) เพียงเพราะความชมชอบของเพศชายที่ปรารถนาจะได้ควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิง

    ผู้หญิงล้านนาในอดีตเองก็ไม่พ้นจากสถานะที่เป็นรองผู้ชาย แต่อย่างน้อยในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมนั้นไม่เคยมองความงามของเพศสตรีเป็นสิ่งชั่วร้าย ตรงกันข้ามความงามของผู้หญิงเป็นสิ่งดีงามน่าชื่นชม เห็นได้จากวรรณกรรม และบทกวีไทยทั้งภาคกลางและ ล้านนาที่เขียนชื่นชมความงามของสตรีเพศอันปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่มากมาย

    ทว่าในความชื่นชมนั้นก็ตามมาด้วย ‘ขึด’ มากมาย ให้ผู้หญิงล้านนาต้องปฏิบัติเพื่อที่จะอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ความงามที่ผู้ชายเป็นคนบัญญัติขึ้น แม้ในปัจจุบันสถานการณ์ด้านเสรีภาพของผู้หญิงจะดีขึ้นมาก ทว่าการหลุดพ้นจากอำนาจปิตาธิปไตย อาจเป็นแค่การเปลี่ยนจากกรอบหนึ่ง(ปิตาธิปไตย)มายังอีกกรอบหนึ่ง(บริโภคนิยม)?

     

    Pop Art และ Consumerism ผลิตภัณฑ์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

     

                การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในระบบอุตสาหกรรมสินค้าถูกผลิตได้คราวละมากๆ ด้วยต้นทุน และแรงงานที่ลดลง การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่เพียงแต่ปฏิวัติเศรษฐกิจและ เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิงแล้ว ยังทำให้โลกศิลปะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เทคโนโลยีด้านสื่อโฆษนาและ สื่อสิ่งพิมพ์ทำให้ศิลปะถูกนำมาใช้ในฐานะพาณิชย์ศิลป์ (Commercial art) นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ทำให้ศิลปะในฐานะสินค้าสามารถผลิตซ้ำในปริมาณมากได้ นำมาสู่ความวิตกกังวลว่าศิลปะจะสูญเสียคุณค่าความเป็นอันเดียวชิ้นเดียวไป

    ศิลปะได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเป็นบริโภคนิยม ในทางกลับกันศิลปินบางกลุ่มก็ได้นำศิลปะที่ผลิตจากเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มาย้อนรอยต่อสู้กับความเป็นบริโภคนิยมในเชิงเสียดสีได้อย่างเจ็บๆ คันๆ

    ป๊อปอาร์ต (Pop art) จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 พร้อมๆ กับกระแสความเป็นบริโภคนิยมที่เติบโตไปพร้อมๆ กัน

    บริโภคนิยม(Consumerism) เป็นผลจากปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการขยายตัวของกระฎุมพี(ชนชั้นกลาง หรือพ่อค้า)สู่นายทุนที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของภาคธุรกิจมีผลให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการซื้อมากขึ้น อิทธิพลจากสื่อโฆษนามีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยให้ความสำคัญกับสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ามาตรฐานการดำรงชีวิต (standard of living) จะดีขึ้นได้ด้วยการบริโภค

    ‘ความงามใต้วงแขน’ มีรูปแบบที่แตกต่างจากศิลปะป๊อปอาร์ตอย่างมาก การนำศิลปะล้านนามาใช้นำเสนอแทนภาพของผู้หญิงล้านนาตามจิตสำนึกของศิลปิน ด้วยวิธีการทำมือที่ผลิตได้เพียงคราวละชิ้น ขณะที่ศิลปะป๊อปอาร์ตหยิบจับความเป็นวัตถุมานำเสนอ โดยเฉพาะวัตถุที่มีสัญลักษณ์แบรนด์เนมแปะทับ และนำระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมาใช้กับงานศิลปะ ทว่ารูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนั้นกลับเชื่อมโยงเข้าหากันได้ด้วยเนื้อหางานที่ต่อสู้กับบริโภคนิยม (Consumerism) เช่นเดียวกัน

    เมื่อผู้หญิงต้องบริโภคเพื่อได้รับการยอมรับว่ามีชีวิตและตัวตนที่มีมาตรฐานการดำรงชีวิต (Standard of living) และมีความสามารถในการจัดการตัวเอง (Ethics of the self) ทว่าพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้หญิงกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้หญิงตกอยู่ในแนวทางของ ‘บริโภคนิยมทางเพศ’ (Sexual consumerism) ที่เสพติดการบริโภคเพียงเพื่อให้ถูกยอมรับตามมาตรฐานที่นายทุนพยายามสร้างขึ้นเพื่อที่จะได้ขายสินค้า และความพยายามควบคุมของรัฐ ผ่านอิทธิพลของสื่อโฆษนาต่างๆ

    มายาคติที่ครอบงำความเป็นเพศหญิงอธิบายได้ด้วย Hegemony(อำนาจครอบงำ) ของ แอนโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ได้พูดถึงกลไกการใช้อำนาจเพื่อครอบงำผู้มีสถานะรอง (Subalturn) และ The History of Sexuality ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Fucault) ว่าด้วยเพศหญิงที่ถูกครอบงำด้วยการใช้อำนาจจากการสร้าง ‘วาทกรรม’ (Discourse) ที่มีผลต่อการกำหนด ‘ความเป็นผู้หญิง’

    นอกจากนี้ยังมีนักคิดหลายคน หรือแม้แต่ฝ่ายเฟมินิสต์บางกลุ่มที่ออกมาต่อต้านพฤติกรรมเสพติดการบริโภค และลดคุณค่าของตัวเองไปอยู่ในระดับเดียวกับสินค้า (Object) ของผู้หญิง

    แท้จริงแล้วพฤติกรรมปรุงแต่งตัวเองของผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำจัดขนรักแร้ เป็นผลจากบริโภคนิยม หรือมีสาเหตุอื่นด้วยกันแน่?

     

    พื้นเล็กๆ อย่างใต้วงแขนของผู้หญิงบอกเล่าอะไรได้บ้าง?

     

    พฤติกรรมการกำจัดขนรักแร้ของผู้หญิงทั่วโลกเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 อิทธิพลของโลกตะวันตกที่ถือเป็นต้นแบบความมีอารยะธรรมได้ส่งออกวัฒนธรรม วิทยาการ ความเชื่อ ไปยังทุกพื้นที่ ซึ่งการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในไทยเห็นได้ชัดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรอบคิดจากคริสเตียนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพศวิถีในวัฒนธรรมไทย เช่น วัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่เป็นแบบชายหนึ่งหลายหญิง (Polygamy) ถูกเปลี่ยนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง (Monogamy) และมุมมองต่อความเป็นเพศหญิงที่เลวลง(กรอบคิดแบบคริสเตียนมองผู้หญิงอย่างเลวร้าย แม้แต่เรื่องเพศก็เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย)

    จากบทความ ‘Caucasian Female Body Hair and American Culture’ ของคริสติน โฮป (Christine Hope) ได้นำเสนอว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้นิยมการกำจัดขนรักแร้ หรือขนที่บริเวณหน้าแข้ง โดยสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากสองสื่อคือนิตยสารผู้หญิงอย่าง Harper’s Bazar และ McCall’s ได้นำความรู้ทางการแพทย์มาโน้มน้าวถึงข้อดีในการกำจัดขนให้แก่ผู้หญิงอเมริกัน ทั้งในหัวข้อด้านสุขภาพ และความงามของผู้หญิง

    เมื่ออิทธิพลความรู้ทางการแพทย์ของตะวันตกได้แพร่ขยายไปทั่วโลก ความรู้ทางการแพทย์ไม่เพียงแต่ถูกนำไปใช้เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ความรู้ในฐานะอำนาจรูปแบบหนึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้เพื่อควบคุมประชาชน

    อย่างไรก็ตาม การกำจัดขนรักแร้ของผู้หญิงไทย พบหลักฐานได้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งแปลว่าผู้หญิงไทยนิยมกำจัดขนรักแร้มาตั้งแต่ก่อนที่การกำจัดขนรักแร้ในสหรัฐอเมริกาจะเป็นที่นิยม และแพร่กระจายค่านิยมการโกนขนรักแร้ไปทั่วโลก

    และหากย้อนกลับไปยังวัฒนธรรมในสังคมโบราณหลายๆ แห่ง ก็ได้พบว่ามีการกำจัดขนตามอวัยวะต่างๆ รวมทั้งการตัดแต่งร่างกาย ปรุงแต่งอวัยวะเพศมาตั้งแต่ก่อนที่อารยธรรมคริสเตียนแพร่กระจายอิทธิพลเสียอีก

    กล่าวได้ว่าพฤติกรรมปรุงแต่งร่างกายของทั้งเพศหญิงและเพศชายเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามนั้น เป็นวัฒนธรรมร่วมที่พบให้เห็นได้ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป และมีความเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของบางพื้นที่

    แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสบริโภคนิยม (Consumerism) มีส่วนสำคัญในการผลิตซ้ำมายาคติให้กับสังคม และส่งผลให้ผู้หญิงมีภาพลักษณ์ที่ ‘ถูกคาดหวังให้ต้องเป็น’ ชัดเจนมากขึ้น อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของสื่อโฆษนา และอำนาจของชาติตะวันตกที่ส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก แต่ความจริงอีกด้านก็คือ การปรุงแต่งรูปลักษณ์ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตั้งแต่ในสังคมโบราณ โดยเฉพาะการกำจัดขนตามส่วนต่างๆ ของร่างผู้หญิงที่พบเห็นในบางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ก่อนที่สื่อโฆษนาจะถือกำเนิด

     

    ทำไมผู้ชายถึงนิยมผู้หญิงที่ไม่มีขน?

     

                ในหลายๆ วัฒนธรรมอาจนิยมผู้หญิงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ เซ็กซี่ ทรวดทรงชัดเจน ซึ่งแสดงออกถึงวัยเจริญพันธ์ แต่ในขณะเดียวกันก็นิยมผู้หญิงที่ดวงตาโต มือเท้าเล็ก ไม่มีขนรักแร้และอวัยวะเพศ อันเป็นลักษณะของความเป็นเด็ก

    เหตุใดผู้ชายจึงต้องการผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นเด็ก?

    การต่อสู้คานอำนาจกันระหว่างสองเพศก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พบเห็นได้ในตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้อำนาจของเพศชายเพื่อควบคุมเพศหญิง เฉกเช่นเดียวกับการที่ผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายดูแล(อีกนัยหนึ่งคือควบคุม)เด็กๆ แต่การควบคุมดูแลของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นแตกต่างกับการที่เพศชายควบคุมเพศหญิง เพราะเด็กยังมีวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทว่าเพศหญิงยังคงเป็นเพศหญิงอยู่วันยังค่ำ เมื่อเส้นแบ่งระหว่างคำว่าดูแล (Takecare) กับควบคุม (Control) นั้นบางเบา ความปรารถนาให้ผู้หญิงคงลักษณะของความเป็นเด็กที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อ่อนเอ เพื่อที่ให้ง่ายดายต่อการดูแล(หรือควบคุม) โดยแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านความพยายามที่จะหยุดลักษณะอันแสดงถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และแข็งกร้าว อย่างการมีขนปกคลุมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    ไม่เพียงแต่ขนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้ใหญ่(มากขึ้น) ของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ขนยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเพศชายอีกด้วย โดยในช่วงระหว่างที่เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์นั้นเกี่ยวพันกับฮอร์โมนเพศ คือเอสโทรเจน และเทสโทสเทอโรน โดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน( Testosterone) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือฮอร์โมนเพศชายนั้น ความรู้ทางการแพทย์ได้ออกมาบ่งชี้ว่าผู้หญิงที่มีการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในปริมาณมาก จะทำให้มีขนตามร่างกายเยอะคล้ายเพศชาย นอกจากนี้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติยังเป็นปัญหาต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง

    ขนจึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้ใหญ่ หรือในอีกแง่หนึ่งขนคือสัญลักษณ์ของความเป็นเพศชาย

    นอกจากนี้ยิ่งได้คู่เป็นผู้หญิงที่อายุน้อย ย่อมเป็นผลดีกับผู้ชายที่สามารถผลิตอสุจิได้แทบตลอดชีวิต ซึ่งหมายความว่าการได้ผู้หญิงอายุน้อยมากๆ จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการมีลูกมากขึ้น ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นเด็กจะดึงดูดผู้ชายได้

    เส้นแบ่งระหว่างการควบคุมกับดูแลนั้นบางเบา แต่ผลของความแตกต่างนั้นกล่าวได้ว่ากลับหัวกลับหางเลยทีเดียว เพราะผู้หญิงอาจแสร้งทำเป็นอ่อนแอ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เพื่อใช้ประโยชน์จากผู้ชาย(ให้ผู้ชายลงแรงมาดูแล)ได้เช่นกัน ซึ่งหากมองในด้านนี้แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้ต่างหากที่เป็นฝ่ายควบคุมผู้ชาย

    ในสภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ เสรีภาพแห่งความงามเป็นสิ่งที่เจริญงอกงาม เช่น Conchita Wurst นักร้องชายไว้หนวดแต่มีรูปลักษณ์แบบหญิงสาว, Chantelle Brown-young นางแบบที่เป็นโรคผิวด่าง เรื่องราวของกลุ่มนี้ที่ผ่านการนำเสนอท่ามกลางพื้นที่ที่มีเสรีภาพ ได้ทำลายกรอบคิดความงามแบบเดิมๆ ว่า เพศหญิงต้องมีลักษณะของความเป็นเพศหญิง หรือ เพศชายต้องมีลักษณะของความเป็นเพศชาย

    โลกร่วมสมัยดำเนินมาสู่แนวทางที่เพศ (Gender) ไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกถึงความเป็นเพศ (Sex) ที่ตรงกับอวัยวะเพศตั้งต้นอีกต่อไป

    ทฤษฏีเควียร์ (Queer Theory) เป็นแนวคิดหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาได้ในสังคมเสรีภาพ และสนับสนุนให้มนุษย์มีเสรีภาพในการกำหนดรูปลักษณ์ในแบบที่ตนเองพึงพอใจ มากกว่าจะถูกครอบงำทางวัฒนธรรม และมายาคติความเป็นเพศใดเป็นหนึ่ง และต่อต้านการจัดระเบียบทางเพศ ซึ่งคาดหวังได้ถึงเสรีภาพในเรื่องเพศของมนุษย์ต่อจากนี้ไป[/vc_column_text][vc_column_text]อ้างอิง

    เพนธ์ ฮันส์. 2547. ประวัติศาสตร์ล้านนาฉบับย่อ, เชียงใหม่ : ซิลเวอร์ม
    อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. 2520. การวิเคราะห์สังคมเชียงใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามต้นฉบับใบลานในภาคเหนือ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เรณู อรรฐาเมศร์. 2528. โลกทัศน์ชาวล้านนาไทยจากวรรณกรรม, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฆ
    ปิยพร คลศิลป์. 2552. การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในนิทานพื้นบ้านล้านนา, เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ว/ภน 305.42 ป3611ก
    ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2552. เพศ : จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, มติชน
    น.พ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา. 2554. เรื่องเล่าจากร่างกาย : เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติ ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ, ชัชพลบุ๊คส์
    ธาวิต สุขพานิช. 2544. 108 เรื่องที่หญิงไทยควรรู้. พ๊อพบุคส์ พับบลิค
    เคลาส์ ฮอนเนส. 2009. ป๊อปอาร์ต. เดอะเกรทไฟน์อาร์ท, บจก.
    Christine Hope. Caucasian Female Body Hair and American Culture. The Journal of American Culture, 93-99.
    Edward J. Woodhouse. CONSUMERISM. Encyclopedia of Science, Technology, and Ethics, 427-429.

    วัชรพล พุทธรักษา. แนวความคิดการครองอำนาจนำของกรัมชี บททดลองเสนอในการอภิปรายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย. 5-27
    พล อิฏฐารมณ์. 2560. การกำจัดขนรักแร้-ขนหน้าแข้งในผู้หญิง ประเพณีที่เพิ่งมีช่วงสงครามโลก ผลจากการตลาด, https://gmlive.com/hair-removal-traditions: gmlive
    อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. 2560. สำนึก ‘ปัจเจกชนนิยมใหม่’, http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641838: กรุงเทพธุรกิจ
    เกษวรา นาทวีไพโรจน์. 2559. เคล็ดลับ “การถอนขนรักแร้” ของสาวไทยสมัยโบราณ, https://www.tsood.com/contents/152462: คลังประวัติศาสตร์ไทย
    ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์. 2561. Pop Art ศิลปะประชานิยม, https://themomentum.co/pop-art: The Momentum
    Medically reviewed. 2018. Polycystic Ovary Syndrome, https://www.drugs.com/health-guide/polycystic-ovary-syndrome.html: Drug.com[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Articles ] Art-Ethnography: The Broken Ladder เงาสะท้อนในชนชั้น ของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร โดย สมัคร์ กอเซ็ม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1522149812212{background-color: #f2af13 !important;}”]

    อะไรคือสิ่งที่บอกได้อย่างแน่ชัดว่า “เราอยู่ หรือ ถูกจัดให้อยู่ ในชนชั้นไหนในสังคม?”

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ผมเองไม่มีคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน เหมือนกับที่ผมมายืนมองดูงานของพี่อบเชย หรือ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปินที่แสดงงานนิทรรศการชื่อว่า The Broken Ladder หรือ “บันไดหัก” แล้วรู้สึกถึงกระจกบานต่างๆ ที่มองผ่านไปเห็นวัตถุที่ศิลปินได้จัดวางไว้ เป็นสิ่งที่ผมเองเข้าไปไม่ถึง ได้แต่ยืนมองดู และพิจารณาถึงสถานะภาพของตัวเองในปัจจุบัน

    กระจกในนิทรรศการชุดนี้จึงให้บรรยากาศถึงความฝัน อาจเรียกได้ว่าเป็น daydream ฝันกลางวันของเราเอง ความฝันที่ทั้งผมเเละพี่อบเชยเคยมีเหมือนกันคือ “อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง” ต่างกันที่พี่อบเชยมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว (พร้อมหนี้) และผมที่เลิกฝันมีบ้านแล้ว (แต่ยังมีหนี้อย่างอื่น) การมายืนคุยกันที่หน้ากระจกบานใหญ่ ขนาด 240×360 ซม. ที่เดินเข้ามาในนิทรรศการแล้วต้องสะดุดตาเป็นอย่างแรก หากเดินผ่านไปเฉยๆ หรือหยุดมองเพียงชั่วครู่ เราคงมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของตัวเอง หรืออาจมีเงาของคนอื่นพ่วงติดมาด้วย แต่ถ้าเพ่งพินิจ เราจะเห็นความวิตกกังวล ความเครียด ความลำบาก และความเปราะบาง ของสิ่งที่เป็นอุปมาในรูปโฉนดที่ดิน ที่ฝังอยู่ในแผ่นกระจกบานนี้

     

    กระจกและการสะท้อนย้อนคิด

     

    Ruth Behar (2003) พูดถึง ชาติพันธ์ุวรรณา (ethnography) ว่าเป็นทั้งรูปแบบและวิธีในการแสดงออก การสะท้อนคิดย้อนคิด การใช้ผัสสะของการสะท้อนมองตัวเองนี้ช่วยค้นพบถึงสิ่งที่ผูกติดกับธรรมชาติของประสบการณ์ของบุคคล และเพื่อนำเสนอข้อค้นพบในวิธีการทางภาษาและศิลป์ที่หลากหลายขึ้น

    Barbara Myerhoff และ Jay Ruby (1982) อธิบายถึงการสะท้อนย้อนคิด (Reflexivity) ในบทความเรื่อง “รอยแตกในกระจก” (A Crack in the Mirror) ว่า ภาวะที่เป็นได้ทั้งความมีจิตสำนึกเกี่ยวกับการมีจิตสำนึก การคิดเกี่ยวกับความคิด การสะท้อนกลับนี้ทำให้เกิดความตระหนักถึงการไม่มีความคิดที่ชัดเจนว่ากำลังทำอะไรอยู่ และประสบการณ์ที่ว่ามานั้นอาจทำให้ทั้งรู้สึกดีอกดีใจ หรือน่ากลัว หรืออาจเป็นทั้งสองอย่าง

    Ruby นักมานุษยวิทยาเสนอให้สะท้อนมุมมองวิพากษ์ตนเองในกระบวนการทำงานออกมาด้วย เพื่อให้ตัวเองมาสอดส่องการทำงานของตัวเอง เข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง แรงจูงใจ และความกล้าต่อการเปิดเผยความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การวิพากษ์เชิงสะท้อนย้อนคิด และนำเสนอเสียงที่ตระหนักต่อตัวตนของเรา

    “การเมืองและศิลปะของการสร้างภาพตัวแทนที่สะท้อนความเป็นมนุษยนิยมในรูปแบบของการมองคนอื่น การสะท้อนย้อนคิดจึงเป็นกระบวนการทำให้ตัวเองเป็น “object” ในทางหนึ่ง”

    – Jay Ruby (1982)

    ผมเขียนบทความเชิงสะท้อนย้อนคิดเรื่องประสบการณ์เควียร์ของตนเองในบทความล่าสุดใน The MATTER เมื่อกลับมาคิดดูแล้ว สิ่งที่มันสะท้อนความคิดตัวเองกับอดีตต่างๆ เกิดขึ้นตอนดูภาพยนตร์ ไมว่าจะเป็นเรื่อง Mysterious Skin (2004) และ Bad Education (2004) การนั่งดูจากจอโทรทัศน์ทั้งสองเรื่องนี้ พาตัวผมเองมองสะท้อนชีวิต และตะหนักถึงว่า ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองมีเส้นเรื่องที่ไม่ต่างอะไร ชีวิตของเราเองคนหนึ่งสามารถเทียบเคียงกับชีวิตของอีกคนหนึ่ง หรือหลายๆ คน และอาจเป็นเรื่องเดียวกับหลายๆ คนในสังคม เช่นเดียวกับเรื่องราวในงานของพี่อบเชย คือ “ชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นทางสังคม หรือเศรษฐกิจ

     


    ชื่องาน We all live under the same sky, but we don’t all have the same horizon, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, เทคนิค engraving บนกระจก, ขนาด 240×360 ซม.

     

    ภาพแทนของบ้านที่หายไป

     

    ถึงแม้ครอบครัวของพี่อบเชยได้เลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าเธอมีพี่น้องหลายคน ในครอบครัวคนจีนที่รุ่นพ่อแม่อพยพมาอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อคอยดูแลเธอโดยไม่ให้ลำบาก แต่สิ่งที่พ่อเน้นย้ำเสมอคือ การไม่เหยียดชนชั้นของเชื้อชาติคนอื่น อาจเป็นเพราะพ่อของพี่อบเชยมักถูกเรียกว่า “เจ๊ก” มาตลอด การปฏิบัติต่อคนรอบตัว จึงต้องระลึกถึงความเท่าเทียม ทำให้เมื่อหันมามองเรื่อง ชนชั้นทางเศรษฐกิจในสังคมไทย เธอจึงตั้งคำถามว่า ทำไมช่องว่างของคนจึงห่างไกลกันนัก “คนรวยก็รวยมาก คนจนก็สุดแสนจะจน” เงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ มันหายไปไหนหมด ทำไมคนส่วนใหญ่จึงแทบไม่มีเงินไว้ใช้สอยสำหรับปากท้องตัวเอง ชนชั้นกลางที่ต่างแบกรับหนี้เพื่อให้ตนเองมี “พื้นที่” สักเล็กน้อยของตนเอง ต่างต้องทำงานหนักมาก เพื่อให้ตนเองมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง

    ความคิดเรื่อง “บ้าน” จึงสะท้อนชนชั้นของคนในสังคมไทยได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะชนชั้นไหน บ้านบ่งบอกว่าตัวเองเป็นใคร และอยู่ตรงไหนในสังคม บ้านจึงเป็นมากกว่าที่พักหลับนอน แต่คือระบบสัญญะของชนชั้นที่อิหลักอิเหลื่อ เป็นบันไดที่ต่างคนต้องปีนป่าย ทว่าไม่รับประกันได้สักทีเดียวว่า คุณจะไม่พลัดตกลงมา เหมือนผมที่โตมากับความทรงจำเรื่องบ้าน เมื่อตอนอายุ 15 ปี ได้ป่วยหนักและต้องผ่าตัดเข้าโรงพยาบาล แม่ไม่มีเงินเก็บและหลักประกันอะไรที่เอามาใช้ได้ พี่สาวบอกว่า แม่ต้องเอาบ้านเราไปจำนอง บ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์อย่างเดียวของครอบครัว การเข้าโรงพยาบาลครั้งนั้นของผมทำให้สมาชิกในบ้านจดจำไปตลอดว่า หลังจากนั้นเราต่างต้องเช่าบ้านอยู่มาตลอดจนวันนี้ การมาดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับบ้านของพี่อบเชย ได้เชื้อชวนเอาความทรงจำเรื่องบ้านของตัวเองขึ้นมามากที่สุด และสิ่งที่สะท้อนกลับมาให้รู้สีกทั้งตัวผมเองและพี่อบเชยจากงานนี้คือ คนในบ้าน คือ พ่อของพี่อบเชย และแม่ของผมเอง

    การจากไปคนในบ้าน ที่เราเปรียบพวกเขาเป็นดั่งบ้านหลังหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่หักพัง หรือ broken ในความหมายของงานนี้ ผมเชื่อเสมอว่า แม่คือบ้านของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งที่หักพังลงมา จึงกลายเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงลึกๆ ภายในของทั้งพี่อบเองด้วย ทุกครั้งที่เธอพูดถึงพ่อ การโอบรับ หรือ embrace ความเป็นพ่อที่ตัวเองจดจำมาตลอดมาอยู่ในตัวตนของเธอ และเริ่มสร้างบ้านของเธอเองหลังนี้ขึ้นมา ในความทรงจำของพ่อ ความตระหนักในชนชั้นในสังคมที่ได้เรียนรู้มาพร้อมๆ กัน

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]
    The reckoning, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, สำเนาแคชเชียร์เช็ค บน ฐานหินอ่อน

    [/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_column_text]

    การปีนบันไดทางสังคม

    [/vc_column_text][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ธนาวิ โชติประดิษฐ (2561) อธิบายงาน The Broken Ladder ว่าเป็นเสมือน “ฝันลวงของการปีนบันไดทางสังคม” เพราะทุกคนต่างต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้ยกระดับชนชั้น และบ้านเป็นดังเครื่องวัดคุณภาพชีวิตของแต่ละคน ดังที่ธนาวิ กล่าวว่า “การมีบ้านต้องแลกกับก้อนหนี้ในธนาคาร สำเนาดราฟท์เช็คบนแท่นหรูจึงเป็นพยานของชีวิตเงินผ่อน เหนือไปกว่าศิลปะและตัวเงินหลักล้านคือ เวลาชีวิต”

    การสะท้อนของกระจก ทั้งในแผ่นผนังขนาดใหญ่ที่บรรจุร่องรอยของโฉนดที่ดิน กระจกสี่เหลี่ยมที่ครอบใบเสร็จจากธนาคารที่เป็นพยานถึงหนี้ สะท้อนส่วนเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ชีวิตของตัวศิลปินเองที่ต่างอยู่ในวิบากกรรมของการนั่งอยู่บนบันไดแห่งชนชั้นของสังคมนี้ ในกระบวนการทำงานศิลป์ชิ้นนี้ของวันทนีย์ กระจกที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของงานจึงทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของศิลปินที่กำลังคิดอยู่กับตัวเอง สะท้อนตัวเองเพื่อให้ตัวเองได้เห็น การตระหนักถึงความหมายเมื่อมันได้จัดแสดง (display) ขึ้นมา และพรมแดนที่ชัดเจนขึ้นของโลกความเป็นจริง


    The ins , วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , ทองคำ18k, 2561

     

    ผมมองงานนิทรรศการ The Broken Ladder ของพี่อบเชยที่ใช้กระบวนการของงานสะท้อนย้อนคิดผ่านเลนส์ที่เป็นกระจกในรูปแบบต่างๆ เป็นเหมือนการมองตัวเอง การสารภาพ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวกระจกที่ปรากกในตัวงานจึงเป็นภาพเงาสะท้อนเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมาของศิลปินเอง ในความคิดเรื่อง “บ้าน” และ “ความไม่เท่าเทียมในสังคม”

    เช่นในงานศิลปะในเชิงสารภาพที่น่าสนใจของ Louise Bourgeois ชื่อ “Maman” (1999) หรือ แมงมุม พูดถึงกระบวนการในพัฒนาการทางอารมณ์ของศิลปินที่มีต่อความเป็นแม่ แม่ในฐานะเพื่อนสนิท แม่มีทั้งความฉลาด ความอดทนอดกลั้น ความสมเหตุสมผล ความบอบบาง แม่เป็นคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้อง เธอจึงเปรียบแม่เป็นเหมือน “แมงมุม” ที่มีความหมายทั้งเชิงบวกและลบ แฝงส่วนลึกๆ สะท้อนความกลัวที่มีในตัวเองด้วย

     

    การตระหนักถึงตัวตน และสังคม

     

    การสะท้อนย้อนคิดจึงให้ความหมายที่หลายเฉด ถ้าว่าด้วยตามกรอบคิดและบริบทแล้ว เพื่อให้เราสามารถกลับมาพิจารณาตัวเอง โดยเฉพาะการหยิบเอา “ประสบการณ์” มาใช้เป็นสมการเพื่อสร้างความตระหนัก ด้วยการแยกตัวเองออกจากชีวิตในประวัติศาสตร์ สังคม และผู้คนอื่นๆ เป็น “ตัวตน” ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวตนกับประสบการณ์ ตัวตนกับสิ่งอื่น จนกลายมาเป็นทั้ง “ผู้ถูกกระทำ” และ “ผู้กระทำการ” หรือพูดง่ายๆ คือ กระบวนการที่แยกตัวเองออกมาพิจารณามองดูตัวเอง วิพากษ์สิ่งต่างๆ รวมถึงตัวเอง ด้วย

    การสะท้อนย้อนคิดจึงสามารถเป็นได้ทั้งปัจเจก หรือ ส่วนรวม ส่วนบุคคล หรือ สาธารณะ ซึ่งปรากฏในรูปแบบใดก็ได้ในการสื่อสารของมนุษย์ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ที่ใช้เรื่องของ “ประสบการณ์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้สร้าง กระบวนการ และตัวชิ้นงาน จึงเป็นจุดที่ควรแก่การทำความเข้าใจถึงความสำคัญและความซับซ้อน ที่ผู้สร้างงานเองจำต้องตระหนักถึงเงื่อนไขของการเสพย์งานของผู้ชมที่อาจจูงใจให้ไปอยู่ในชุดความหมายหนึ่งเท่านั้น งานของวันทนีย์จึงเป็นการเขียนอัตชีวประวัติของศิลปินเองที่สร้างให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของงาน นั่นหมายถึงการตระหนักถึงตัวตน (self-conscious) จึงสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำงานของศิลปินด้วย

     

    Castle in the air, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , video installation สี 4K, 2561

     

    นิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงที่ Gallery Ver ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2561

    ข้อมูลอ้างอิง

    • ธนาวิ โชติประดิษฐ, 2561. วิมาน (House/Hope). บทความประกอบนิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร. http://www.cac-art.info/users/thanavichotpradit/journal/57/
    • Ruby, Jay. 1982. A Crack in the Mirror: Reflexive Perspectives in Anthropology. Philadelphia: University of Pennsylvania Press.
    • Behar, Ruth. 2003. “Ethnography and the Book that was Lost.” Ethnography 4, no.1: 15-39.
    • Louise Bourgeois – Maman, http://www.tate.org.uk/art/artworks/bourgeois-maman-t12625

    รูปประกอบโดย ธนัชชัย บรรดาศักดิ์

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Article ] รูปลักษณ์แปลกใหม่และนัยยะตลกร้ายใน อีโมติคอนซิมโบลิสม์

    โดย ชัยไชย

     

    อีโมติคอนซิมโบลิสม์ เป็นหนึ่งในผลงานกวีนิพนธ์ของ พลัง เพียงพิรุฬห์ ตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทกวี นครคนนอก ซึ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2559   ในหนังสือเล่มนี้ผู้ประพันธ์ได้ผสมผสานรูปแบบการเขียนกวีนิพนธ์ที่หลากหลาย ทั้งฉันทลักษณ์ตามขนบ บทกลอนไร้ฉันทลักษณ์ และวรรณรูป   โดยบทที่ชื่อว่า อีโมติคอนซิมโบลิสม์ มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างน่าสนใจ

    อีโมติคอนซิมโบลิสม์ สรรสร้างจาก emoticons หรือภาพสัญลักษณ์ความรู้สึกที่เราเห็นได้ตาม social media ทั้งหมด 22 ภาพแตกต่างกัน และประกอบกันคล้ายคำว่า “กู” ในภาษาไทย   แม้จะมีลักษณะการนำเสนอคล้ายวรรณรูป แต่ อีโมติคอนซิมโบลิสม์ กลับแตกต่างออกไป

    วรรณรูป (concrete poetry)[1] คือรูปแบบหนึ่งของกวีนิพนธ์ซึ่งมาจากการเรียงข้อความ (จากคำ) ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ   ลักษณะการเขียนดังกล่าวเอื้อให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงนัยยะของข้อความและภาพได้ ถือว่าเป็นรูปแบบที่กระตุ้นให้เกิด “การอ่านระหว่างบรรทัด” ได้อย่างดี   แต่ อีโมติคอนซิมโบลิสม์ มีลักษณะกลับด้าน เพราะเรียบเรียงจากภาพกลายเป็นคำ

    จากตัวบท เราสามารถอ่าน เนื้อหาในตอนต้นได้ว่า คำว่า “กู” หมายถึงตัวตนของบุคคลหนึ่ง และแต่ละบุคคลก็ถูกประกอบสร้างด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย (สุข ทุกข์ เศร้า โกรธ ฯลฯ)   แต่การเลือกใช้ emoticons ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารใน social media ก็แฝงนัยยะว่า emoticons ต่าง ๆ ที่เลือกใช้คือวิธีการนำเสนอตัวตนในพื้นที่โลกเสมือน ไม่ใช่รูปแบบภาษาในพื้นที่โลกจริง   เท่ากับว่ามีนัยยะเรื่องความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เป็นในโลกจริงและสิ่งที่ปรากฏในโลกเสมือน

    มากไปกว่านั้น ในโลกสมัยใหม่ บทบาทของโลกเสมือนกลับมีความสำคัญมากกว่า จนทำให้คนตัดสินตัวตนในโลกจริงผ่านตัวตนในโลกเสมือนไปโดยปริยาย

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่จุดเริ่มต้นของตัวอักษร “ก” ในคำว่า “กู” (โดยปกติเริ่มเขียนจากฐานด้านหน้าแล้วลากขึ้นไปลงด้านหลัง) จึงเป็น emoticon รอยยิ้มบ่งบอกถึงความสนใจและความสนุกสนาน   แต่กลับจบที่ปลายสุดของพยัญชนะด้วย emoticon แสดงความงงงวย กระอักกระอ่วนใจ

    และหัวของตัวสระ “ู” เป็น emoticon ยิ้มแย้ม แต่จบลงด้วย emoticon ครุ่นคิด ซึ่งสะท้อนนัยยะความไม่เข้าใจ อาจหมายถึงการสื่อสารที่ไม่ประสบความสำเร็จ และความเข้าใจผิดในตัวตนระหว่างการสนทนา

    ทว่า นัยยะดังกล่าวกลับซ่อนความตลกร้ายไว้อีกระดับหนึ่ง   หากเราพิจารณาในมุมมองภาษาศาสตร์ ทั้ง emoticons ตัวอักษร และคำ คือสัญญะทางภาษาที่สังคมประดิษฐ์ขึ้นเพื่อการสื่อสาร[2]   ในขณะเดียวกัน คนก็เรียนรู้โลกผ่านสัญญะ และสัญญะก็เป็นตัวประกอบสร้างบุคลิกภาพเฉพาะบุคคลขึ้นมา[3]   หมายความว่าสังคมสร้าง emoticons ขึ้นเป็นตัวแทนความรู้สึกของบุคคล แต่ในทางกลับกันคนก็เรียนรู้ที่จะแสดงออกความรู้สึกให้สอดคล้องกับ emoticons เช่นกัน[4]

    การหยิบเอาลักษณะสำคัญของความรู้สึกออกมาเป็น emoticons หรือความรู้สึกสำเร็จรูป กลายเป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้และการพิจารณาความรู้สึกนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง   มากไปกว่านั้น ความรู้สึกสำเร็จรูปเหล่านี้ยังเป็นเพียงตัวเลือกที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อลดทอนความเป็นไปได้อื่น ๆ ในการแสดงออก

    จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เราแสดงตัวตนผ่าน emoticons ? หรือ emoticons กำกับการแสดงตัวตนของเรา ?

    แล้วตัวตนของบุคคลจะเรียบแบนแค่ไหน หากพึงพอใจกับแค่การแสดงความรู้สึกตามตัวเลือก emoticons ?

    ข้อจำกัดในการแสดงความรู้สึกจึงไม่ได้ก่อให้เกิดแค่ความเข้าใจผิดในตัวตนโดยผู้อื่นเท่านั้น แต่รวมถึงความหลงผิดในตัวตนโดยตนเอง เพราะคุ้นชินกับการแสดงออกด้วยความรู้สึกสำเร็จรูปตามความคาดหวังของสังคม ด้วยมุมมองนี้ จึงเข้าใจได้ว่า “กู” ใน อีโมติคอนซิมโบลิสม์ ได้สะท้อนมิติที่หลากหลายแต่ขาดความลุ่มลึกของตัวตนบุคคลในโลกสมัยใหม่ได้อย่างดี

    บทกวี อีโมติคอนซิมโบลิสม์ ได้สื่อสารและเล่นกับผู้อ่านหลายลักษณะ   ในแง่รูปแบบ พลัง เพียงพิรุฬห์ได้ใช้วิธีสื่อสารทางเลือกด้วยภาษาโลกเสมือนและวรรณรูปกลับด้าน   ส่วนในแง่นัยยะ ผู้ประพันธ์ได้ตั้งคำถามกับวิธีการอ่านตามวิถีเดิม ซึ่งหมายความว่าหากผู้อ่านยอมรับความหมายแรกที่เห็นได้โดยง่ายในตัวบทเป็นคำตอบสุดท้ายของผลงาน และไม่ลองขุดคุ้ยเข้าไปในความเข้าใจของตนเอง ก็เท่ากับว่าผู้อ่านก็คงไม่ต่างอะไรจากเครื่องแสดงออกความคิดสูตรสำเร็จ

     

    [1] https://en.wikipedia.org/wiki/Concrete_poetry

    [2] https://www.youtube.com/watch?v=rEgxTKUP_WI

    [3] https://en.wikipedia.org/wiki/Sign_language

    [4] https://en.wikipedia.org/wiki/Semiotics

  • [ Article ] ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (แปลจากบทความในนิตยสาร a.m.post ประเทศไต้หวัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2559)

    [ Article ] ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (แปลจากบทความในนิตยสาร a.m.post ประเทศไต้หวัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2559)

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]Translated by Waii Natnaree and Sarisa Tangsuksawangporn


    1.ศิลปะจากสภาพสังคมเมืองสยาม

    13161829_10154192889031528_1816874382401316283_o

    การเซอร์ไพรส์จากศิลปะในประเทศไทย

    หลังจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” และ “เซนเซอร์ต้องตาย” นั้นโดนแบนในไทยทั้งคู่13256339_10154209991606528_8307516600966959473_n

    ในที่สุดก็ได้ฉายขึ้นในปี2557 ณ เทศกาลภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Film Festival) โดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์

    ผู้รับตำแหน่งเผด็จการในภาพยนตร์ชิ้นนี้ถูกเชื่อว่าเป็นราชวงศ์ไทย และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเคยทำรัฐประหารในปี2549 และโครงกระดูกในเสื้อคลุมสีแดงนั้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงกลุ่มบุคคลเสื้อแดง

    ซึ่งภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนนี้ ผู้สร้างจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้กำกับมากฝีมือของไทย ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนั่นเอง

    ในส่วนของงานถ่ายภาพ “Pink man” ก็มีลักษณะที่โดดเด่น ผู้ชายใส่ชุดสูทสีชมพูพร้อมกับรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ต เดินไปรอบๆสิ่งต่างๆที่จัดวางไว้ ที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวของประชาธิปไตยในยุค70 การทำรัฐประหารโดยทหาร การบริโภคนิยม และศรัทธาทางศาสนาพุทธ เช่นเดียวกันกับวิกฤตทางการเงินในเอเชีย

    วงการศิลปะในประเทศไทยแต่ก่อนถูกมองว่ามีอิสระสูงปราศจากการแทรกแทรงของกองเซนเซอร์ มันเป็นรากฐานหลักในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนชั้นกลาง กรุงเทพและเชียงใหม่เป็นสองจังหวัดที่เป็นศูนย์รวมทางความคิดในสายงานศิลปะ แต่ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องสภาพแวดล้อมของงานที่ปรากฏให้เห็นในแต่ละที่

    ที่หนึ่ง เป็นที่ๆมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในสังคม แบ่งแยกตัวเองออกจากโลกภายนอก

    ในขณะนั้นเอง มีส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งในภาคเหนือที่กำลังมองหาความลงตัวในการดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิม ผนึกรวมกันกับสิ่งใหม่ๆให้กลายเป็นเมืองที่คนภายนอกสามารถเข้ามาอยู่ได้

     

    กรุงเทพ : การระงับข้อพิพาทโดยรวมและบูรณาการเอกลักษณ์

    กรุงเทพมหานครแสดงให้เห็นถึงแบบอย่างของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ ที่ถูกสังเคราะห์มาจากราชวงศ์สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จริงๆแล้วกรุงเทพก็ยังเป็นที่ๆมีทั้งเรื่องของราชวงศ์ กองทัพทหาร เหล่าชนชั้นกลางและการแข่งขันทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างแต่ละภาคส่วน ทั้งในเมืองและชนบทก็กลับกลายเป็นเรื่องที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว กรุงเทพมหานคร เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ วสันต์ สิทธิเขตต์

    ศิลปินที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง ผู้ซึ่งสนับสนุนเสื้อเหลืองเสมือนเป็นแบบอย่างสำหรับคนทั่วไป ผู้ก่อตั้งโปรเจคศิลปะที่มีชื่อว่า “พรรคศิลปิน(artist party)” ที่มีเนื้อหาถากถางนายทักษิณและพรรคไทยรักไทย มีการก่อการประท้วงเป็นฉากหลัง สร้างสื่อสิ่งพิมพ์ เสื้อยืด สิ่งต่างๆสำหรับการโปรโมตกิจกรรม เขาถ่ายทอดความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลืองบนท้องถนนออกมาเป็นงานศิลปะ ซึ่งความก้าวหน้าทางการเมืองเหล่านี้ก็ได้เกิดรัฐประหารขึ้นมา ซึ่งเป็นบ่อเกิดความทุกข์แก่ประเทศอันเก่าแก่นี้อยู่ตลอดเวลา

    ตั้งแต่การก่อตั้งระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติของคณะราษฏร ในปีพ.ศ.2475 ทั้งทหาร ราชวงศ์ และรัฐบาล ก็ไม่เคยที่จะหยุดการต่อสู้นี้ลง ศิลปินชาวกรุงเทพ นที อุตฤทธิ์ ได้แสดงออกถึงความเศร้าจากความซับซ้อนทางการเมืองผ่านงานหลายๆชิ้น เช่น The Shapener, Yellow is All, The Birth of Tragedy และภาพวาดสีน้ำมันชิ้นอื่นๆ

    ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยกเว้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น โดยการดำเนินตามกลยุทธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเปิดประเทศโดยนำระบบของชาวตะวันตกเข้ามา การกระทำเหล่านี้จึงกลายเป็นเหมือนกันชนในการรักษาเอกราชของประเทศ และทำให้กรุงเทพเป็นฐานสำหรับนานาชาติ และยังเป็นสถานที่ในการจัดสัมนาสำหรับประเทศอื่นอีกหลายๆประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นวงการศิลปะในกรุงเทพ คอราโด เฟโรชี ศิลปินชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” ซึ่งเคยอาจารย์สอนวิชาประติมากรรมตะวันตกที่กรมศิลปากรของพระราชวัง ตามคำเชิญของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เขาเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยหลังจากอิตาลียอมจำนนให้กับประเทศพันธมิตรในปี ค.ศ.1994 และเปลี่ยนชื่อเป็นศิลป์ พีระศรี หลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรในกรุงเทพ ซึ่งได้กลายเป็นสถาบันที่สร้างศิลปินที่โด่งดังออกมามากมาย เช่น  นที อุตฤทธิ์ , ธวัชชัย ช่างเกวียน ประติมากร, ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  ผู้สร้างและออกแบบวัดร่องขุ่น

    ศิลป์ พีระศรี ยังได้สร้างสรรค์สถานประติมากรรมไว้อีกหลายแห่ง เช่นอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย, อนุเสาวีย์ชัยสมรภูมิ และ พระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่1 ในทางกลับกัน งานหัตถกรรมของไทยก็ได้รับประโยชน์มาจากชาวตะวันตก เช่น จิม ทอมสัน อดีตสายลับCIA ของสหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบคุณค่าของผ้าไหมไทยในระหว่างการเดินทางของเขาและได้ส่งเสริมผ้าไหมไทยแก่สายตาชาวโลก ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ผ้าไหมไทยขึ้นมา

    เชียงใหม่ : ภูมิศาสตร์ทางภาคเหนือของไทย ประเทศแห่งเกษตรกรรมและความสามัคคีในชุมชนชนบท

    ภาคเหนือของไทยมีจุดศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับพม่า สามารถตรวจสอบกลับไปได้อีกในวงจรวัฒนธรรมของพม่า ลาว และมณฑลยูนานในประเทศจีน

    อีกทั้งภาษาถิ่นเชียงใหม่ในประเทศไทย เชียงรุ่งในจีน เชียงตุงในพม่า และหลวงพระบางในประเทศลาวก็สามารถใช้แทนกันได้อีกด้วย

    เชียงใหม่เป็นอาณาจักรล้านนาโบราณที่รู้จักกันอีกชื่อคือ อาณาจักรแปดร้อยลูกสะใภ้

    ในศตวรรษที่13 สิบสองปันนา เชียงรุ่ง และเชียงแสนก็มาร่วมมือในการแต่งงานด้วย ลูกหลานของพวกเขา พ่อขุนเม็งรายได้นำคนชนชาติไต จากสิบสองปันนาและล้านนาเข้าทำการต่อสู้กับกองทัพมองโกเลีย

    หลังจากนั้นอาณาจักรก็อยู่ภายใต้การควบคุมของพม่ามา200ปี ในช่วงระหว่างศตวรรษที่16-18

    ต่อมาเมื่อพระเจ้าตากสินทรงทำศึกกู้คืนอาณาจักรอยุธยาจากพม่า เชียงใหม่ก็ค่อยๆกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย

    ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ได้กลายมาเป็นที่อยู่ของคนไทยและจีน อีกทั้งชนกลุ่มน้อยเช่น แม้ว เย้า อาข่า และกะเหรี่ยง

    กลุ่มที่รู้จักกันในชื่อหมู่บ้านยูนนาน เกิดขึ้นจากสมาชิกบางคนของก๊กมินตั๋งที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย

     

    ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีเชื้อสายฮกเกี้ยนและมีบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากชาวแต้จิ๋ว ทักษิณเติบโตในเชียงใหม่กับน้องสาวของเขา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งสองเป็นคนเหนือ ซึ่งโดยทั่วไปประชากรในภาคเหนือนี้จะทำเกษตรกรรมกันโดยส่วนใหญ่ ซึ่งมีรายได้ไม่มากนัก และชาวบ้านเหล่านี้ก็เคยให้การสนับสนุนครอบครัวทักษิณมาก่อน

    หากกรุงเทพมีการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นกลางกับชาวบ้านตามชนบท เชียงใหม่ก็จะเป็นเหมือนกาวที่ช่วยสมานความแตกแยกนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสันป่าตอง มีศิลปินที่ทำงานร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในโครงการที่มีชื่อว่า มูลนิธิที่นา(The Land Foundation) โดยโครงการนี้มีความคิดริเริ่มที่จะฟื้นคืนนาข้าวที่ถูกทิ้งร้าง รวมถึงศึกษาสังคมชนบทและสังคมเมือง เศรษฐกิจการเกษตรและมีการพัฒนาที่ทันสมัย

    ในเรื่องของความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาตินั้น ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ได้นำแม้กระทั่งข้าวไทยและห้องครัวเข้ามาแสดงในแกลลอรี่ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนทั้งโลกผ่านความรู้สึกในรสชาติแบบไทยเรา

     

    2.“ศิลปะไทยจำเป็นและควรจะได้รับการจดจำในระดับนานาชาติ

    13217455_10154210089471528_2810365780198508037_o
    เขียน: Laura Shen/ ภาพ: Tang Fu Kuen

    Tang Fu Kuen เป็นcuratorอิสระในข่ายของทัศนศิลป์ร่วมสมัย ฐานการทำงานหลักของเขาคือกรุงเทพฯ Tang เป็นcuratorชาวสิงคโปร์เพียงคนเดียวที่ได้curateงานที่Venice Biennale ครั้งที่53 ถึงเเม้เขาจะเป็นชาวสิงคโปร์ แต่เขาก็ได้ในชีวิตการทำงานศิลปะของเขาในกรุงเทพฯนานกว่า10ปีแล้ว ในบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ Laura Shen เกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อศิลปะไทยในบริบทที่ต้องดิ้นรนและเอาตัวรอดท่ามกลางอุปสรรคการแข่งขันในปัจจุบันนี้

     

    Q: ในฐานะคนสิงคโปร์ ทำไมคุณถึงเลือกกรุงเทพฯเป็นฐานการทำงาน เมืองนี้ขับเคลื่อนคุณอย่างไร วงการศิลปะของที่นี่พัฒนาไปถึงไหนแล้ว

    A: ด้วยระยะทางที่ใกล้และการเดินทางที่สะดวก กรุงเทพฯจึงเป็นฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกและยุโรป ความลงตัวของการเติบโตอย่างรวดเร็วและธรรมเนียมประเพณีภายใน ความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจน เมืองใหญ่และชนบท ความเชื่อเรื่องวิญญาณภูติผีปีศาจและการคอรัปชั่น เหล่านี้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา ที่นี่มีทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้าน และจินตนาการที่สามารถก้าวสู่ระดับนานาชาติ ช่วงเวลาที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯกว่า10ปี ผมสังเกตว่า กรุงเทพฯยังด้อยเรื่องสถาบันที่พัฒนาและส่งเสริมการศึกษาและรับชมศิลปะ บรรดาความคิดสร้างสรรค์ด้านการพัฒนาได้ค่อยๆปรากฏขึ้นจากความคิดอิสระส่วนตัว ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐและองค์กร ซึ่งมันก็เป็นความขัดแย้งที่ดี ระดับการเติบโตถัดไปของศิลปินก็ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะให้พื้นที่การแสดงออกทางความคิดและสนับสนุนเงินช่วยเหลือมากเพียงใด

     

    Q: วงการอุตสาหกรรมทางความคิดของไทยโดยเฉพาะทัศนศิลป์ สามารถติดต่อกับภายนอกได้หรือไม่ และเราควรจะติดต่อกับภูมิภาคไหนในโลกเพิ่มเติมมั้ย

    A: จากปรากฏการณ์การเติบโตของหอศิลป์และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทหาร การซื้อขายงานศิลปะก็ได้รับผลกระทบไปด้วย วงการนักสะสมงานศิลปะยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ผู้จัดงานเทศกาลศิลปะใหญ่ๆในเอเชียยังไม่กล้าที่จะเลือกประเทศไทยเป็นทำเลในการจัดงาน บางทีในสายตาของนักท่องเที่ยวอาจมองเห็นไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวเที่ยวมากกว่าศูนย์กลางศิลปะ บางครั้งผมเริ่มเห็นประกายความหวังของศิลปะไทย แต่น่าเสียดายที่กลับไม่ได้รับแรงผลักดันที่จะพาไปสู่ระดับนานาชาติเท่าที่ควร

     

    Q: หน่วยงานประเภทไหนที่คอยช่วยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทย และเขาเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

    A: การก่อตั้งโครงการ OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)ในช่วงกลางปี2000ภายใต้การนำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมงานฝีมือและงานออกแบบทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างมาก การเข้าร่วมของประเทศไทยในงานหลักใหญ่ๆ เช่น Venice Biennaleก็ได้ช่วยฉุดวงการศิลปะร่วมสมัยไทยขึ้น อย่างไรก็ตามการสนับสนุนเหล่านี้ก็ยังเกิดปัญหาภายในระบบองค์กร และมักพบอุปสรรคเรื่องความชอบธรรมทางกฏหมายเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานและผู้เกี่ยวข้องภายในประเทศ แม้จะเป็นเช่นนั้น ศักยภาพของไทยในแง่การมองโลกในแง่ดีและการเอาตัวรอดก็ได้ช่วยให้ผลผลิตโดยรวมของศิลปะร่วมสมัยและความคิดสร้างสรรค์ไทยยังคงอยู่

     

    3.เมืองสร้างสรรค์,อยู่อย่างชาญฉลาด

    เขียน: Laura Shen

    หลังจากยุคฟองสบู่แตกในปีพ.ศ.2540 รัฐบาลไทยก็ตระหนักได้ว่ามีเพียงความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยได้ ในปีพ.ศ.2547 รัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้ริเริ่มการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไทย อุตสาหกรรมพัฒนาขึ้นจากนวัตกรรมทางภูมิปัญญา กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เกิดการเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆสำหรับการที่จะเป็นเมืองสร้างสรรค์การมีคุณภาพชีวิตที่ชาญฉลาด

    • ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

    ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เป็นโครงการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญชิ้นหนึ่งของรัฐบาลไทย จัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2546 ภายใต้การควบคุมของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรี TCDCได้รับงบประมาณจากสำนักงบประมาณ แนวคิดคือการสร้างศูนย์กลางทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยงานแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ฐานข้อมูลงานวิจัย และห้องสมุด หลังจากนั้นจึงมีการสร้างสาขาที่สองขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ และตามมาด้วยสาขาย่อยในอีก14จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ และริเริ่มดำเนินการเครือข่ายออนไลน์สำหรับนักสร้างสรรค์

    หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)มีสถานะคล้ายกับ TCDC แต่แตกต่างกันตรงที่ BACCไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องประสบกับความขัดแย้งที่มีมานานตั้งแต่พ.ศ.2538กับสำนักงานกรุงเทพมหานคร ระบบราชการในไทยมีการบริหารจัดการที่ค่อนข้างแย่ จึงทำให้ BACC ยังสร้างไม่เสร็จและล่าช้ามาจนกระทั่งปีพ.ศ.2547จึงแล้วเสร็จ เกิดเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนศิลปะร่วมสมัยและจุดรวมตัวกันของพื้นที่ศิลปะอื่นๆในกรุงเทพฯ

    • เชียงใหม่สร้างสรรค์

    อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ในเชียงใหม่เติบโตและมีความเป็นมืออาชีพขึ้นมาก ทั้งการประสานงาน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากโครงการ เชียงใหม่สร้างสรรค์ที่ร่วมกับรัฐบาล จัดขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาเชียงใหม่เมืองสร้างสรรค์ ตั้งอยู่ที่อาคารวิจัยและถ่ายทอดพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาอนาคตของเมืองเชียงใหม่ให้ก้าวหน้าขึ้น ไม่เฉพาะทางอุตสาหกรรมศิลปะและการออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม, ประเพณี, งานฝีมือ, เกษตรกรรม, การท่องเที่ยว, อาหาร, ผลิตภัณฑ์ และสุขอนามัย ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “Handmade Chiangmai” (HMCM) ที่ประกอบด้วย งานฝีมือจากอุตสาหกรรมระดับครัวเรือนจากทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ ผ้าบาติก, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, เครื่องจักสานไม้ไผ่และหวาย เชียงใหม่สร้างสรรค์ได้สร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้เชียงใหม่ร่วมกันกับรัฐบาลเพื่อดึงดูดนายทุน บริษัทเทคโนโลยีในเชียงใหม่จึงมารวมตัวกันเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้บริหารและนายทุน

    ในปีพ.ศ.2558 ได้มีการจัดนิทรรศการ “My Chiang Mai : เมืองของเราและเหล่าสหาย ณ TCDC เชียงใหม่ขึ้น ด้วยความนิยมจากภาพยนตร์เรื่อง “Lost In Thailand” ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ทำให้วงการศิลปะในเชียงใหม่ต้องมาทำความเข้าใจกันว่า ควรสร้างภาพลักษณ์อย่างไรให้เชียงใหม่และทำอย่างไรให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ เพื่อให้เกิดผล เชียงใหม่จึงเข้าร่วมกับองค์การ UNESCO Creative City Network และร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชียงใหม่เข้าร่วมเป็นลำดับที่สอง สมาชิกอื่นได้แก่ เมืองปีนังประเทศมาเลเซีย, เมืองเซบูประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองบันดุงประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนั้นการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไร Chiang Mai Art Conversation : บทสนทนาศิลปะเชียงใหม่ (CAC)โดยกลุ่มศิลปินเชียงใหม่ยังได้เชื่อมพื้นที่ศิลปะในเมืองเข้าด้วยกัน และจัดตั้ง Chiang Mai Art Map -นิตยสารแจกฟรีที่ประกอบด้วยข้อมูลแนะนำสถานที่ทางศิลปะดีๆในเชียงใหม่อีกด้วย

     

    4.มุมมองศิลปะในไทย

    ampost

    เขียน: Brian Curtin

     

    คำนำ

    หลังรัฐปหารในปี1932เป็นการสิ้นสุดราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา และได้เปลี่ยนชื่อจาก “สยาม” เป็น “ไทย”(ประเทศแห่งเสรีภาพ) และใน ศตวรรษที่ 19 ศิลปะได้ถูกกำหนดขึ้นจาก ประวัติศาสตร์ไทย จากพุทธศิลป์โดยผู้เชียวชาญ  งานพุทธศิลป์ทั้งหมดสิ้นสุดที่อณาจักร สุโขทัยและอยุทธยา หรือใน ศควรรษที่ 13 ถึง 16 อย่างไรก็ถามมีคำถามมากมายจากนักวิชาการ ทั้งจากเรื่องเล่าของคนที่รักชาติที่ต่อเนื่องกันมา  และหลายๆอย่างจากที่เห็นได้ตลอดจากประวัติศาสตร์ไทย จากมรดกทางประวัติศาสตร์ของ เขมร และการแลกแปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับจีนและอินเดีย โดยเฉพาะช่วงเวลา ของยุคสมัยใหม่และร่วมสมัย

    13256352_10154209992541528_5720947155450653302_nหลังจากปี 1932 และได้มีการก่อตั้ง มหาวิทยาลัย ศิลปกรในปี 1943 ก่อตั้งโดยศิลปินชาว อิตาลี Corrodo Feroci(1892-1962) ที่มีชื่อไทยคือ ศิลป์ พีระศรี ได้เข้ามาในไทยครั้งแรก ในปี1924 ท่านเป็นคนปั้นพระบรมรูป ราชกาลที่ 6 (1180-1925)

    กระทรวงวัฒนธรรมก่อตั้งในปี 1952 หลวง วิจิตรวาทการ ทำงานด้านบทประพันธ์เพลง ประพันธ์บทละคร และโรงละครแห่งชาติ

    โรงละครได้เกิดการชำรุดและมีการปรับปรุงขึ้นในปี 2002 รวมถึงมีการก่อตั้งหน่วยงานของศิลปะวัฒธรรมร่วมมสมัย(OCAC) โดยมีผู้อำนวยการคือศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ และเป็นผู้ดูแล หอศิลวิทยานิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 1995 และเป็นผู้ดูแล The Landmark Comtemporary Art in Asia และดูแล New York’s Scoiety ในปีถัดมา ประเทศไทยได้เข้าร่วม The Venice Biennale ครั้งแรกในปี 2003 ซึ่งCurated โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อีกเช่นกัน

    สัญญาณเตือนของศิลปะร่วมสมัย

    ในปี 1990 นิทรรศการในระดับภูมิภาค ศิลปะแนวใหม่จากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ Fukuoka Art Museum ประเทศ ญี่ปุ่นในปี 1992 ที่ขับเคลื่อนศิลปะเอเชียสมัยใหม่ ประกอบด้วย อินโดเนเซีย ,ฟิลิปปินส์ ,และไทย ในปี 1995  ศิลปะร่วมสมัยเอเชียแปซิฟิกได้จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ซึ่งก่อตั้งในปี 1993 ที่ Queensland Art Gallery ประเทศออสเตเรีย มีการเคลื่อนตัวทางศิลปะที่แหวกแนวโดยมีการจัดการโดย  Hans Ulrich Obrist และ Hou Hanru และรวมถึงศิลปินไทย จิตติ เกษมกิจวัฒนา,นาวิน ราวันชัยกุล, สุรสีห์ กุศวงศ์ และฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

    สิ่งที่ปรากฏออกมาขอพื้นที่ศิลปะในขณะนี้ของประเทศไทย แกลเลอรี่ภาพธรรมะ(Gallery Visual Dhamma)ก่อตั้งโดย Alfred Pawlin

    และโปรเเกรมการนิศรรการเชิงทดลองในปี1996  ได้เริ่มต้นโปรเจค 304 ซึ่งเป็นโปรเจคที่ไม่หวังผลกำไร โดยที่จัดขึ้นมี Bangkok Experimental Film Fastival และโปรแจคที่มีการทำงานร่วมกับ เกษมวิวัฒนา ในโปรเจคที่ชื่อว่า EMERGE ซึ่งออกสู่สาธรณะชนโดยมีการเชื่อมต่อกันระหว่าง การผลิตผลงานศิลปะ นิศรรการ และ การประชาสัมพันธ์ รวมเข้าด้วยกัน

    จุมพล อภิสุขผู้ก่อตั้ง ก่อตั้ง International performance  art festival Asiatopia ในปี 1998 ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเช่นเดียวกับงาน Womanifesto ซึ่งจะจัดขึ้นในวันสตรีสากล

    เชียงใหม่ Social Installation Projectเป็นโครงการที่ทำให้เกิดศิลปะสารธณะมากขึ้น ขณะที่The land foundation ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี1988 ด้วยแรงสงเสริมศิลปินไทยที่อยู่ในระดับนานาชาติ ได่แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

    รางวัล ศิลปธร ในปี2004ได้ทำให้ศิลปินชั้นกลางได้รับโอกาสมากขึ้นนอกจากนี้หอศิลป์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ(BACC) ได้เปิดในปี 2008 และมีการอภิปรายครั้งแรกในปี 1995 ซึ่งมีปัญหาเรื่องเงินสนับสนุนเพราะหน่วยรัฐไม่ได้สนับสนุนเงินทุน

    แนวโน้มของศิลปะต่อไป

    ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ กฏของทหารตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจในปี 2014  และแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ  นโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างสองรัฐบาล ระหว่างปัญหาคอรัปชั่น และ การใช้อำนาจในทางที่ผิด

    ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ในวงการศิลปะนั้นกระจัดกระจายไม่เป็นที่เป็นทางเท่าไหร่ โดยขณะที่ WTF Bar & Gallery ได้มีการนิทัรรศการที่เป็นเรื่องเป็นราว นิศทรรการ “Conflicted Vision”ในปี2014 ซึ่งเป็นการรวมตัวของศิลปินที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

    The Jim Thompson Art Center เป็นอีกหนึ่งพื้นที่คัญ เพื่อหาข้อมูลและขับเคลือนทางศิลปะนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมการศึกษา ภายใต้ Cutator คนสำคัญ กฤติยา กาวีวงศ์   เมื่อไม่นานมานี้ได้มี นิทรรศการของศิลปิน อริน รุ่งแจ้ง ในงานที่ชื่อว่า”Golden Teardrop” ซึ่งเป็นผลงานคนไทยที่ได้แสดงที่ The Venice Biennale ปี 2013

    The Museum of Contemporary Art(MOCA) เปิดในปี 2012 เพื่อแสดงงานที่สะสมมามากกว่า 30 ปี โดย บุญชัย เบญจรงคกุล แต่อีกที่ที่น่าสนใจเช่นกัน MAIIAM Contemporary Art Museum ที่เชียงใหม่ซึ่งจะมีการเปิดภายในปีนี้ พร้อมกับงานสะสมงานศิลปะในไทยโดย Booth Family และที่แห่งนี้ยังมีการจัดแสดงนิศทรรการร่วมสมัย และนิศรรการแรกที่จะจัดแสดงโดยศิลปิน อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ผู้กำกับภาพยนต์)

     

    ความแตกต่างของการดำเนินงานระหว่างแกลเลอรี่ ที่ไม่หวังผลกำไร กับ แกลเลอรี่เชิงพานิชย์ ในขณะนี้ TARS Gallery เป็นพื่นที่ขับเคลื่อนศิลปินก่อตั้งในกรุงเทพฯในปี 2015 โดยชาวฝรั่งเศษ  Pierre Bechon  จุดประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินไทยและชาวต่างชาติได้พูดคุยกัน และยังมีพื้นที่อื่นที่ยังคงเก็บรักษาจุดประสงค์นี้ไว้ดังเช่น Speedy Grandma,JAM,Soy Sauce Factory,Jam Factory และ NACC     ซึ่ง NACC ในความเป็จริง เป็นอักษรย่อที่ย่อจาก The National Anti-Corruption Committee แต่ยังคงใช้อักษรย่อนี้อยู่ ซึ่งได้เปลี่ยนแค่ประโยคเต็มเป็น Nana Art and Culture Center เนื่องจากบริเวณที่ตั้งเป็นแหล่งรวม Hipster บาร์ และ ร้านอาหาร

    Ver Gallery มีนิศรรการที่นับไม่ถ้วนและจะย้ายสถานที่ใหม่ในปี 2016 มาใกล้บริเวรใจกลางเมืองและมีงานเปิด ผลงานศิลปะนามธรรม โดย มิตร ใจ อินทร์ ในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงมาจากโกดัง และมี Tentacle’s cafe อยู่ในบริเวณเดียวกัน ภายใต้ชื่อTentacles นั้นเป็นพื่นที่เปิดที่รวมทั้ง Gallery , Artist-residency program ก่อตั้งโดย เฮนรี่ แทน ,มาร์ค พิมพ์สามสี แล้วหุ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งเปิดในปี 2014 และยังมีสตูดิโอ ศิลปิน บี เถกิง พัฒโนภาษอยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

    Nova Contemporary เปิดในปี2016 เดือนเมษายน โดยมีนิทรรศการรวมได้โดยมีศิลปินได้แก Luc Tuysman และ Vito Acconci ซึ่งมุ่งเน้นในระดับสากลหรือทำตามเส้นทางเดียวกับ Bangkok City City Gallery และอีกที่ที่น่าสนใจ White cube space ซึ่งเปิดในปี 2015 หลังจากนั้นได้มีการรร่วมมือกับ Jim Thompson Art Center เพื่อแสดงงาน วิดิโอ ,การจัดวาง และ การแสดง

    โดยศิลปิน กรกฤช อรุณานนท์ชัย เพื่อสนับสนุนอาชีพการทำงานในต่างประเทศ

    Subhashok Arts Centre และ H Gallery Bangkok มีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นเยาว์ให้จัดแสดง ขณะที่แกลเลอรี่ที่เปิดมายาวนานอย่าง Thavibu Gallery ได้ปิดตัวลงในปี2015 โดยผู้อำนวยการ  Jorn Middelborg ได้ให้เหตุผลว่า โดยโครงสร้างของตลาดศิลปะได้เปลี่ยนแปลงไป ศิลปะที่ราคาสูง ถูกขายโดยราคาประมูลในระดับสากล แต่งานศิลปะราคาในระดับกลางๆนั้นมีการจัดการโดยสตูดิโอ หรือติดสัญญาณระหว่างแกลเลอรี่

    Lyla Gallery เชียงใหม่ เปิดในปี 2014 และมีการเพิ่ม The Land Foundation  โดยมี Gallery Seescape,C.A.P Studio,Thapae East,31 Century Museum of Cemporary Spirit และ H Gallery’s ซึ่งอยู่เขตแม่ริม[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]