Category: Text:2016

  • [ Review ] : Erwin Wurm The Philosophy of Instructions

    [ Review ] : Erwin Wurm The Philosophy of Instructions

    โดย Por Pramsumran

    Erwin Wurm
    The Philosophy of Instructions

             ฉันรู้จักนิทรรศการนี้ด้วยช่องทางที่ต่างไปจากปกติ ไม่ใช่จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์นิทรรศการ หรือจากอีเว้นต์ที่แชร์กันในเฟสบุ๊ค แต่จากภาพของเพื่อนที่ขึ้นไปยืนบนแท่นสีขาว โพสต์ท่าตามคำสั่ง(Instruction)ของศิลปิน และในที่สุด เพื่อนได้กลายเป็นรูปปั้นมีชีวิต กลายเป็นงานศิลปะไปเสียแล้ว เฮ้ย แบบนี้ก็ได้เหรอวะ ?

    น่าเสียดาย ตอนที่ฉันไปดูนิทรรศการ เป็นช่วงที่ตลาดวายไปแล้ว ทุกคนเพียงแต่ยืนมองวัตถุบนแท่นสีขาวกับคำสั่งและภาพประกอบ วิธีการของศิลปินนั้นคล้ายกับเวลาต่อเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อจากอิเกีย(IKEA) เราอ่านคำสั่งให้เข้าใจ ทำตาม เป็นอันว่าเรียบร้อย ในวันที่ฉันไปนั้น ไม่มีใครทำตามคำสั่งของเขา ฉันเองก็ไม่กล้า แม้จะคิดว่ามันคงตลกดีที่ได้ทำแบบนั้น และคงรู้สึกดีได้กลายเป็นวัตถุศิลปะ(Art Object) สักครั้งในชีวิต

    นอกจากแท่นสีขาวและเฟอร์นิเจอร์ที่รอมนุษย์ไปร่วมทำตามคำสั่งให้เกิดเป็นงานศิลปะตามที่ศิลปินได้สั่งไว้ บนผนังสีขาวด้านหนึ่งเป็นภาพถ่ายผลงานของศิลปินที่ช่างดูเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ส่วนผนังอีกด้านเป็นผ้าสีชมพูขอบเขียวและมีถุงเท้ายาวสีชมพูขอบเขียวแบบเดียวกันติดประดับ ด้านในสุดของห้องจัดแสดงจะพบห้องสีขาวที่ติดตั้งวีดีโออาร์ตไว้ด้านใน เมื่อดูวีดีโอฉันจึงได้รู้ว่าฉันอยู่ในตัวคุณบ้านอ้วน คุณบ้านอ้วนตั้งคำถามกับความอ้วนของตัวเธอเองว่า เธอคงเป็นเพียงบ้านธรรมดาๆ ถ้าเธอไม่อ้วน แต่เพราะเธออ้วน เธอจึงกลายเป็นศิลปะใช่ไหม และตั้งคำถามต่อสิ่งนู้นสิ่งนี้ว่ามันเป็นศิลปะหรือไม่ และหากเธอเป็นบ้าน คนที่สร้างเธอจะเรียกเขาว่าสถาปนิกหรือศิลปินดีล่ะ

    หลังออกจากตัวคุณบ้านอ้วนสีขาว ฉันเดินผ่านวีดีโออาร์ตที่ติดตั้งอยู่บนผนัง แจ็กเก็ตในกล่องที่มีคำสั่งบอกว่าให้คุณเอามันออกมาแล้วพับกลับลงไปใหม่ตามภาพประกอบและนั่นแหละคือศิลปะ วีดีโออาร์ตแสดงภาพเคลื่อนไหวที่ศิลปินยืนนิ่งๆ อยู่บนแท่นประติมากรรมสีขาวอันเตี้ยๆ พักหนึ่งเขาก็ย้ายที่ไปมุดหัวทิ่มลงในแท่นประติมากรรมสีขาวทรงสูงอีกอัน แล้วฉันจึงเข้าสู่อีกด้านของนิทรรศการ ฉันชอบภาพยนตร์สั้นที่แสนจะเซอร์เรียลและแอบเสิร์ดของศิลปินมากพอดู พวกเขาคุยกันเรื่องที่เราไม่ต้องรู้ก็ได้ เช่น “นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากล้วยมีดีเอ็นเอเหมือนคนตั้ง 50% เวลากินกล้วย คุณไม่คิดเหรอว่ามันเหมือนเรากินคนอยู่ครึ่งคน” แต่ฉันว่ามันตลกดี ต่อไปนี้ฉันคงมองมันไม่เหมือนเดิมแต่ฉันยังจะกินมันอยู่ดี

     

     

    จากมุมที่ฉายภาพยนตร์สั้น เราจะเห็นภาพศิลปินในอิริยาบถต่างๆ บนผนัง เมื่ออ่านจากกระดาษที่ติดตั้งในตู้กระจกเป็นแถวยาว ฉันจึงรู้ว่าศิลปินกำลังอธิบายว่าเขาทำอะไรบ้างถึงได้เปลี่ยนจากผู้ชายไซส์ S มาเป็นไซส์ L ได้ภายในแปดวัน ฉันเดินไล่อ่านไปจนครบแล้วพบว่าทุกสิ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ฉันชอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมนมเนย นอนนานๆ  ทำตัวขี้เกียจ และอะไรต่างๆ ฉันว่าเป็นกิจกรรมแห่งความสุขเลยล่ะ ว่าแต่การทำให้ตัวเองอ้วนนี่ก็เป็นศิลปะเหรอ ? เหมือนที่คุณบ้านอ้วนอ้วนใช่ไหม ? แล้วที่ฉันทำอยู่ทุกวี่วันเป็นศิลปะหรือเปล่านะ ?

    บนผนังสีขาวอีกด้านปรากฏแผนผังความคิดเกี่ยวกับศิลปิน ถ้าน้องคนไหนถูกอาจารย์บอกให้มาเขียนวิจารณ์นิทรรศการนี้คงรู้สึกว่าช่างโชคดี ศิลปินบอกไว้หมดแล้ว บอกรูปแบบงาน บอกบริบท ช่วยเชื่อมโยงการตีความเข้ากับนักคิดนักเขียนต่างๆ ให้ด้วย มีเรื่องเขียนแน่นอน

    ฉันเดินออกจากนิทรรศการนี้ด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เปื้อนใบหน้า เออ ศิลปะมันก็เป็นแบบนี้ได้ด้วยแฮะ!

     

     

    แอร์วิน วูร์ม

    ปรัชญา ประ-ติ-บัติ

    26 พฤศจิกายน 2559 – 26 กุมภาพันธ์ 2560

    ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    ศิลปิน  แอร์วิน วูร์ม       ภัณฑารักษ์  พิชญา ศุภวานิช

     

    (ภาพถ่ายโดย Sittidech Nuhoung ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/pg/ErwinWurmThePhilosophyOfInstructions/photos/?tab=album&album_id=349088035455808)

  • [ Review ] : The Game | Viet Nam by LE Brothers

    [ Review ] : The Game | Viet Nam by LE Brothers

    โดย Por Pramsumran

    The Game | Viet Nam by LE Brothers

     

    เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราแต่เรากลับรู้จักเวียดนามเพียงผิวเผินเท่านั้น รู้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเฝอ รู้ว่าเมืองหลวงชื่อกรุงฮานอยและเมืองสำคัญชื่อโฮจิมินห์  รู้ว่าเคยมีสงครามเวียดนามและรู้ว่าเวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกและการนำเสนอภาพของเวียดนามในสื่อของเราก็ไม่ไปไกลกว่าสิ่งเหล่านั้น หลังจากมีกระแส “อาเซียนร่วมใจ” เราก็รับรู้เพิ่มเติมขึ้นมานิดหนึ่งว่าเวียดนามกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในประเทศน่าท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่อยากไปเห็นสาวเวียดนามในชุดประจำชาติสวมงอบปั่นจักรยาน ธรรมชาติอันสวยงามของอ่าวฮาลอง และกลิ่นอายเมืองเก่าสไตล์โคโลเนียล แต่เรื่องประวัติศาสตร์และการเมืองของเวียดนามกลับไม่ได้รับความสนใจมากขึ้นเท่าไรนัก เราเพียงรับรู้ว่าเขาเคยเจ็บปวดกับสงครามแต่ทุกวันนี้เขาก็ “ดู” มีความสุขกันดี

    แต่พวกเขามีความสุขจริงไหม ? สงครามส่งผลกับพวกเขาอย่างที่เราได้รับการบอกเล่ามาหรือไม่ ? สิ่งที่เราเข้าใจว่าคนเวียดนามเป็นจากสื่อ พวกเขาเป็นจริงหรือไม่ ?

     

     

    เล บราเธอร์ส (Le Brothers) คือพี่น้อง เล หง็อก ตาน (Le Ngoc Thanh) และ เล ดึก ฮาย (Le Duc Hai) เกิดเมื่อปี 2518 ที่จังหวัดกวางบินห์ ในตอนเหนือของเวียดนาม หลังเวียดนามรวมประเทศในปี 2518 ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ พวกเขาได้ย้ายมาอาศัยและทำงานที่เมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่อยู่ทางตอนใต้ของของเวียดนาม ด้วยปูมหลังทำให้ศิลปินแสดงออกถึงสำนึกทางอัตลักษณ์ที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างเหนือหรือใต้

    ก้าวแรกในนิทรรศการ เราถูกต้อนรับด้วยผ้ายาวจากเพดาน ผ้านั้นหลากสีและมีลักษณะโปร่งคล้ายกับผ้าสามสีที่ไว้ใช้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามอย่างคนไทย ห้องเล็กที่อยู่หลังผ้า มีภาพถ่ายเก่ายุคก่อนแผนปฏิรูปโด่ย เหมย (2529) ถ่ายโดยเพื่อนและญาติของ Le Brothers ที่มาจากทั้งเวียดนามเหนือและใต้ แผนที่ที่มีตัวอักษรเขียนบอกเราด้วยภาษาอังกฤษว่าเล บราเธอร์สเคยอยู่ทั้งบนและใต้ “เส้นขนานที่ 17” เส้นสมมติที่ขีดแบ่งเขตแดน ข้างแผนที่มีโปสเตอร์จากยุคก่อน โต๊ะกลางห้องมีหนังสือทั้งประเภทสารคดีและนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวเวียดนามให้เราเลือกหยิบอ่านได้

     

     

    เมื่อออกจากห้องมาที่ส่วนกลางจะพบกับวีดิโออาร์ต 24 ช่อง รายละเอียดในแต่ละช่องนั้นเป็นกิจกรรมของศิลปินที่แต่งกายด้วยชุดลายพรางอย่างทหารและพกปืนติดตัวไปตามที่ต่างๆ ด้วย นอกเหนือจากสองสิ่งนี้แล้วผ้ายาวเป็นสีๆ ที่เห็นจากทางเข้าก็ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในวีดีโออยู่บ่อยครั้ง กิจกรรมในวีดีโอมีหลากหลาย พวกเขาขี่มอเตอร์ไซต์ไปตามที่ต่างๆ ทั้งโบราณสถานที่ปรากฏอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบจีนและตามย่านชุมชนที่คนพลุกพล่าน พวกเขาไปเกี่ยวข้าว ใช้ชีวิตที่ดูธรรมดาทั่วไป หรือบางกิจกรรมก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น มีวีดีโอที่พวกเขาให้หญิงสาวคนหนึ่งพันตัวพวกเขาด้วยผ้าโปร่งยาวสีแดงและปืนนั้นก็มีดอกไม้เสียบไว้ที่ปากกระบอกปืน วีดีโอที่พวกเขาแทรกตัวมาอยู่ระหว่างสาวก่อสร้างที่กำลังส่งก้อนอิฐ เขาเป็นตัวเชื่อมส่งก้อนอิฐให้กับแรงงานอีกคน วีดีโอที่พวกเขาพันผ้าสีแดงเป็นรั้วและเดินรอบผ้านั้นราวกับกำลังเฝ้าระวัง ขณะที่พื้นที่ในรั้วผ้ามีหนุ่มสาวเล่นกีต้าร์และร้องเพลงกันอยู่อย่างสบายๆ วีดีโอที่พวกเขาพันผ้าแดงพาดผ่านล้อมผู้ชายคนหนึ่งที่ทำท่าทางคล้ายรำมวยจีน วีดีโอที่พวกเขาพยายามนำผ้าไปห่อสิ่งของหรือสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีวีดีโอที่กระทำกับสิ่งของ เช่น ลอดห่วงยางลายพราง นอนบนเปลลายพราง สัมผัสถ้วยชามที่เขียนลายสีน้ำเงิน เป็นต้น วีดีโออาร์ตที่บันทึกศิลปะการแสดงสด (Performance Art) ของพวกเขาเอาไว้ ทำให้เห็นถึงความพร้องเพรียงและรู้ใจ เชื่อใจกันของศิลปินสองพี่น้อง

    ก่อนเข้าสู่ห้องสุดท้าย เราจะพบประติมากรรมปืนไรเฟิล 2 กระบอก คือ ปืน AR-15 จากอเมริกาและ AK-17 จากสหภาพโซเวียต แต่ปืนนี้มีลวดลายมังกรและดอกไม้สีทองอยู่บนพื้นสีแดง ชวนให้นึกถึงลวดลายศิลปกรรมประเพณี และสีของธงชาติเวียดนาม

     

     

    ห้องสุดท้ายจัดแสดงภาพถ่ายที่บันทึกพัฒนาการของผลงาน ห่วงยางลายพรางที่ปรากฏอยู่ในวีดีโอ ชุดทหารและรองเท้าที่ศิลปินสวมใส่ เราจึงได้เห็นรายละเอียดของชุดทหารนั้น เป็นลายปักรูปปลา เรือ ดอกไม้ ใบไม้ ที่ดูคล้ายกับลายเส้นภาพการ์ตูนอย่างง่ายของเด็ก

    ฉันได้ตระหนักถึงความเหมือนกันของเรากับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่เคย หน้าตาและการแต่งกายของชาวบ้านในชุดธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่ชุดประจำชาติ นาข้าว ผ้าสามสีและชุดลายพราง ล้วนคุ้นตา นิทรรศการนี้ได้ทำฉัน-คนนอกได้เห็นเวียดนามในยุคหลังสงครามซึ่งเป็นแตกต่างกับช่วงเวลาของสงครามเวียดนามที่ถูกการนำเสนอในสื่อต่างๆ อย่างมาก ที่สำคัญ เป็นการนำเสนอจากศิลปินที่เป็นคนเวียดนามเอง การนิยามสภาพของเวียดนามในปัจจุบันสอดรับกับลักษณะความเป็นคู่แฝดชายของศิลปิน พวกเขากำเนิดเกิดมาพร้อมกัน คนนอกอาจมองพวกเขาเหมือนกันในแวบแรกที่เห็น แต่ที่จริงแล้วมีความแตกต่าง พวกเขาไม่ใช่คนๆ เดียวกัน แต่อยู่ด้วยกันและคงไม่อาจตัดขาดจากกันได้ เช่นเดียวกับเหนือและใต้

     

    The Game | Viet Nam by LE Brothers (เดอะ เกม | เวียดนาม โดยเล บราเธอร์ส)

    ภัณฑารักษ์ Loredana Pazzini-Paracciani

     

    หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

    วันนี้ – 19 กุมภาพันธ์ 2560

    เวลา 9.00 – 20.00 น. (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)

    (ภาพถ่ายโดยผู้เขียนรีวิว)

  • [ Review ] : Novel without a name โดย สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา

    [ Review ] : Novel without a name โดย สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา

    โดย Kanich

    Novel without a name

    “นิยายไร้ชื่อ” ชื่อนิทรรศการของ สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา ซึ่งถูกเลือกมาจากความรู้สึกที่สอดคล้องกับตัวละครเอกในนิยายเรื่อง ” Novel without a name ” จากนักเขียนชาวเวียดนาม Duong Thu Haong
    เมื่อขึ้นมาสู่ชั้นแรกของนิทรรศการ จะเห็นผลงานซึ่งถูกจัดวางไว้ 3 ชิ้น ซึ่งเป็นผนังที่เต็มไปด้วยสำเนารัฐธรรมนูญที่เคยถูกทำลายทิ้งจากการยึดอำนาจ ถัดจากนั้นด้านข้างเราจะเห็นภาพคอลลาจต์พอร์ตเทรดของนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งและวิทยุที่คอยส่งเสียงออกมาตลอดเวลาในมุมแทยงตรงกันข้าม ความรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่ไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ จากอำนาจบางอย่างที่พยายามแทรกแทรงและขัดขวางโดยที่เรารับรู้ได้และไม่อาจรู้สึกถึงอำนาจเหล่านั้น

     

          

     

            บนชั้นที่2ของนิทรรศการจะพบกับผลงาน2ชิ้นคือ “ Where the wild thing are “ นำเสนอวีดีทัศนืบนสกรีนผ่านโปรเจ็คเตอร์ โดยที่นำเสนอภาพของลมพร้อมๆกับเสียงที่มีลักษณะเหมือนเสียงรบกวนและคลื่นไฟฟ้าแสดงถึงอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมันได้เข้าปะทะถึงตัวเท่านนั้น ด้านข้างจะมีทีวีที่ฉายภาพของนกที่กำลังบินโดยที่เราไม่รู้ว่านกเหล่านั้นกำลังร่อนตามลม หรือต้านลมกันแน่ ถัดมาด้านหลังจะมีผลงาน “ วงจรคำทำนาย “ ซึ่งเป็นตู้คำทำนายจำนาย 28 คำทำนายกัยอนาคตที่วนกลับที่เดิมไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

     


    ความผิดหวังจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่หวังไว้และอนคตที่จะต้องวนกลับไปที่เดิมซำ้แล้วซำ้เล่าไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงจากอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นแต่เรากลับรู้สึกว่ามันมีอยู่และกำลังเคลื่อนไหว

     

         

     

     

  • [ Review ] : BRAND NEW 2016 @BUG (Bangkok University Gallery)

    [ Review ] : BRAND NEW 2016 @BUG (Bangkok University Gallery)

    โดย Neil

    โครงการศิลปกรรม  Brand New เป็นโครงการที่ส่งเสริมและผลักดันศิลปินหน้าใหม่ ที่ได้รับคัดเลือกจาก   ภัณฑรักษ์ภายนอกมาจัดนิทรรศการเพื่อใช้โอกาสนี้เป็นก้าวแรกให้ศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่เส้นทางการทำงานศิลปะ ในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนตัวภัณฑรักษ์ ซึ่งไม่มีการผูกติดกับสถาบันใดสถาบันหนึ่ง สำหรับภัณฑรักษ์ที่มาทำการคัดเลือกในปีนี้คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ พร้อมกับการจัดแสดงงานศิลปะจากศิลปินที่ได้รับเลือกจำนวนทั้งสิ้น 6 คน โดยจะมีการจัดนิทรรศการตามแกลอรี่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด 4 แห่ง คือ หอศิลปแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUG), WTF gallery, VER gallery และ RMA gallery

     

     

    โดยที่แรกได้มีการจัดพิธีเปิดเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เมื่อขึ้นมายังบริเวณชั้น 2 ของ หอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กล้วยน้ำไท) จะได้พบกับผลงานจิตรกรรมที่สร้างจากปลายพู่กันที่น่าค้นหาของ แพร พู่พิทยาสถาพร ศิลปินผู้มีความหลงใหลในการวาดภาพตั้งแต่เด็ก ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการของศิลปินที่ในการอ่านวรรณกรรมทำให้ผลงานชุดนี้เป็นภาพของสถาปัตยกรรมและวิวทิวทัศน์  โดยที่ศิลปินได้กล่าวถึงผลงานของตนไว้ว่า “จิตรกรรม คือภาษาอย่างหนึ่ง” โดยศิลปินได้เลือกการสร้างผลงานผ่านงานจิตรกรรม เพราะงานจิตรกรรมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้สี การลงฝีแปรงที่ก่อให้เกิดน้ำหนักของการขูด ขีด ปาด เนื้อสีลงบนผืนผ้าใบที่สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวศิลปินเองได้

     

     

    ถึงแม้ว่าบางสิ่งอาจไม่ได้มีความพิเศษอะไร แต่เมื่อศิลปินต้องการถ่ายทอดบางอย่างออกมาผ่านงานจิตรกรรม สิ่งนั้นอาจกลับดูมีคุณค่าและความสุนทรีย์ในตัว ด้วยเหตุผลนี้เองภาพถ่ายจึงไม่อาจทำได้แบบงานจิตรกรรม ผลงานที่ศิลปินจัดแสดงนั่นเป็นภาพจากสถานที่ที่มีอยู่จริงและเวลาที่เป็นอยู่ขณะนั้น โดยตัวศิลปินเลือกที่จะถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็น จากประสบการณ์ส่วนตัว และสิ่งที่จินตนาการตามความรู้สึกออกมา เฉกเช่นเวลาเราอ่านวรรณกรรมซี่งเรามักจะจินตนาการภาพต่างๆ ขึ้นมาจากตัวอักษร และเกิดจากสิ่งที่เราเคยพบเจอ นำมาสร้างเป็นองค์ประกอบตามความคิดของเราเอง เพื่อให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่อ่านมากที่สุด ดังนั้นหากจะบอกว่าภาพจิตรกรรมนั้นนำมาจากสถานที่ที่มีอยู่จริง เราก็จะเกิดการขบคิดและจินตนาการ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่มีอยู่จริงและสิ่งที่ภาพถ่ายทอดออกมาเหมือนการจินตนาการ และจัดองค์ประกอบของภาพจากการอ่านวรรณกรรม แนวคิดนั้นเองจึงเป็นแนวทางในการมองงานศิลปะที่ แพร พู่พิทยา สถาพร  ต้องการให้ผู้ชมงานศิลปะเข้าใจ และเกิดการตีความตามประสบการณ์ของผู้ชมโดยมีงานศิลปะทำหน้าที่ชี้ให้เราฉุกคิด และเลือกที่จะมอง หรือเลือกที่จะเชื่อในแนวทางใดเพียงเท่านั้น

     

     

    หากออกจากห้องจัดแสดงชั้น 2 แล้วขึ้นมายังชั้น 4 อีกผลงานหนึ่งที่จัดแสดงอยู่นั่นคือ  ‘My Hands Remember How Your Body Felt’ โดย  ภคิณี  ศรีเจริญสุข หรือแมรี่ เป็นผลงานที่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องจัดแสดงแล้ว ผู้ชมอาจไม่ได้สังเกตอะไรมาก แต่จะเห็นเป็นเพียงแค่ภาพสีน้ำตาลอ่อนๆ ที่เรียงรายอยู่บนผนังสีขาวของห้องจัดแสดงขนาดย่อมๆ หากลองเพ่งมองเข้าไปใกล้ๆ แล้ว จะเห็นถึงรายละเอียดของภาพที่ตัวศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานจากเครื่องสำอางออกมาเป็นพื้นผิวของผิวหนังมนุษย์  ความแปลกนี้เองจึงเป็นจุดน่าสนใจนี้เองที่ดึงดูดให้ผู้ชมอย่างเราต้องเข้าไปเพ่งมองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด และพินิจพิจารณาสิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็น ไฝ หรือเส้นเลือด ซึ่งชวนให้สงสัยว่าภาพนั้นเป็นผิวหนังส่วนใดของร่างกาย

     

     

     

     

    เมื่อภาพที่ปรากฏตรงนั้นเป็นการขยายผิวหนัง จึงทำให้เราเห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของร่างกายและรอยตำหนิที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของมนุษย์ ผิวหนังคืออวัยวะที่ป้องกันสิ่งที่ต่างๆ ในร่างกายจากอันตรายภายนอก แต่ในขณะเดียวกันผิวหนังบางจุดกลับเป็นส่วนที่บอบบางต่อสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ความบอกบางนี้เองที่ตัวผลงานกำลังถ่ายทอดออกมาให้คนดูได้รับรู้ ผิวหนังบางส่วนอาจถูกปกปิดและถูกเปิดเผยในความสัมพันธ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ซึ่งเชื่อมโยงต่อความรู้สึกภายนอกสู่จิตใจภายใน และนี้เองที่ทำให้ผิวหนังเป็นทั้งสิ่งปกติและสิ่งที่เรียกได้ว่าอนาจารในบางจุดของร่างกาย  เป็นไปได้ว่าศิลปินอาจกำลังพูดถึงความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวของที่เกิดขึ้น ผมใช้เวลาอยู่ในห้องนิทรรศการนี้นานพอสมควรเพียงเพื่อจะสำรวจลักษณะของผิวหนังที่มีความแตกต่างกัน ภาพเหล่านั้นชวนให้เพ่งมองร่องรอย ตำหนิของผิว เหมือนมันกำลังดึงดูดสายตาให้เรากวาดไปรอบๆ แล้วจึงกลับมาเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

     

     

     

     

    หอศิลป มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUG)

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กล้วยน้ำไท)

    จัดแสดงวันที่

    12 พย.59 -14 มค.60

  • [ Article ] ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (แปลจากบทความในนิตยสาร a.m.post ประเทศไต้หวัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2559)

    [ Article ] ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (แปลจากบทความในนิตยสาร a.m.post ประเทศไต้หวัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2559)

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]Translated by Waii Natnaree and Sarisa Tangsuksawangporn


    1.ศิลปะจากสภาพสังคมเมืองสยาม

    13161829_10154192889031528_1816874382401316283_o

    การเซอร์ไพรส์จากศิลปะในประเทศไทย

    หลังจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” และ “เซนเซอร์ต้องตาย” นั้นโดนแบนในไทยทั้งคู่13256339_10154209991606528_8307516600966959473_n

    ในที่สุดก็ได้ฉายขึ้นในปี2557 ณ เทศกาลภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Film Festival) โดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์

    ผู้รับตำแหน่งเผด็จการในภาพยนตร์ชิ้นนี้ถูกเชื่อว่าเป็นราชวงศ์ไทย และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเคยทำรัฐประหารในปี2549 และโครงกระดูกในเสื้อคลุมสีแดงนั้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงกลุ่มบุคคลเสื้อแดง

    ซึ่งภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนนี้ ผู้สร้างจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้กำกับมากฝีมือของไทย ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนั่นเอง

    ในส่วนของงานถ่ายภาพ “Pink man” ก็มีลักษณะที่โดดเด่น ผู้ชายใส่ชุดสูทสีชมพูพร้อมกับรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ต เดินไปรอบๆสิ่งต่างๆที่จัดวางไว้ ที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวของประชาธิปไตยในยุค70 การทำรัฐประหารโดยทหาร การบริโภคนิยม และศรัทธาทางศาสนาพุทธ เช่นเดียวกันกับวิกฤตทางการเงินในเอเชีย

    วงการศิลปะในประเทศไทยแต่ก่อนถูกมองว่ามีอิสระสูงปราศจากการแทรกแทรงของกองเซนเซอร์ มันเป็นรากฐานหลักในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนชั้นกลาง กรุงเทพและเชียงใหม่เป็นสองจังหวัดที่เป็นศูนย์รวมทางความคิดในสายงานศิลปะ แต่ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องสภาพแวดล้อมของงานที่ปรากฏให้เห็นในแต่ละที่

    ที่หนึ่ง เป็นที่ๆมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในสังคม แบ่งแยกตัวเองออกจากโลกภายนอก

    ในขณะนั้นเอง มีส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งในภาคเหนือที่กำลังมองหาความลงตัวในการดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิม ผนึกรวมกันกับสิ่งใหม่ๆให้กลายเป็นเมืองที่คนภายนอกสามารถเข้ามาอยู่ได้

     

    กรุงเทพ : การระงับข้อพิพาทโดยรวมและบูรณาการเอกลักษณ์

    กรุงเทพมหานครแสดงให้เห็นถึงแบบอย่างของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ ที่ถูกสังเคราะห์มาจากราชวงศ์สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จริงๆแล้วกรุงเทพก็ยังเป็นที่ๆมีทั้งเรื่องของราชวงศ์ กองทัพทหาร เหล่าชนชั้นกลางและการแข่งขันทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างแต่ละภาคส่วน ทั้งในเมืองและชนบทก็กลับกลายเป็นเรื่องที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว กรุงเทพมหานคร เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ วสันต์ สิทธิเขตต์

    ศิลปินที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง ผู้ซึ่งสนับสนุนเสื้อเหลืองเสมือนเป็นแบบอย่างสำหรับคนทั่วไป ผู้ก่อตั้งโปรเจคศิลปะที่มีชื่อว่า “พรรคศิลปิน(artist party)” ที่มีเนื้อหาถากถางนายทักษิณและพรรคไทยรักไทย มีการก่อการประท้วงเป็นฉากหลัง สร้างสื่อสิ่งพิมพ์ เสื้อยืด สิ่งต่างๆสำหรับการโปรโมตกิจกรรม เขาถ่ายทอดความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลืองบนท้องถนนออกมาเป็นงานศิลปะ ซึ่งความก้าวหน้าทางการเมืองเหล่านี้ก็ได้เกิดรัฐประหารขึ้นมา ซึ่งเป็นบ่อเกิดความทุกข์แก่ประเทศอันเก่าแก่นี้อยู่ตลอดเวลา

    ตั้งแต่การก่อตั้งระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติของคณะราษฏร ในปีพ.ศ.2475 ทั้งทหาร ราชวงศ์ และรัฐบาล ก็ไม่เคยที่จะหยุดการต่อสู้นี้ลง ศิลปินชาวกรุงเทพ นที อุตฤทธิ์ ได้แสดงออกถึงความเศร้าจากความซับซ้อนทางการเมืองผ่านงานหลายๆชิ้น เช่น The Shapener, Yellow is All, The Birth of Tragedy และภาพวาดสีน้ำมันชิ้นอื่นๆ

    ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยกเว้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น โดยการดำเนินตามกลยุทธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเปิดประเทศโดยนำระบบของชาวตะวันตกเข้ามา การกระทำเหล่านี้จึงกลายเป็นเหมือนกันชนในการรักษาเอกราชของประเทศ และทำให้กรุงเทพเป็นฐานสำหรับนานาชาติ และยังเป็นสถานที่ในการจัดสัมนาสำหรับประเทศอื่นอีกหลายๆประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นวงการศิลปะในกรุงเทพ คอราโด เฟโรชี ศิลปินชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” ซึ่งเคยอาจารย์สอนวิชาประติมากรรมตะวันตกที่กรมศิลปากรของพระราชวัง ตามคำเชิญของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เขาเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยหลังจากอิตาลียอมจำนนให้กับประเทศพันธมิตรในปี ค.ศ.1994 และเปลี่ยนชื่อเป็นศิลป์ พีระศรี หลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรในกรุงเทพ ซึ่งได้กลายเป็นสถาบันที่สร้างศิลปินที่โด่งดังออกมามากมาย เช่น  นที อุตฤทธิ์ , ธวัชชัย ช่างเกวียน ประติมากร, ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  ผู้สร้างและออกแบบวัดร่องขุ่น

    ศิลป์ พีระศรี ยังได้สร้างสรรค์สถานประติมากรรมไว้อีกหลายแห่ง เช่นอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย, อนุเสาวีย์ชัยสมรภูมิ และ พระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่1 ในทางกลับกัน งานหัตถกรรมของไทยก็ได้รับประโยชน์มาจากชาวตะวันตก เช่น จิม ทอมสัน อดีตสายลับCIA ของสหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบคุณค่าของผ้าไหมไทยในระหว่างการเดินทางของเขาและได้ส่งเสริมผ้าไหมไทยแก่สายตาชาวโลก ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ผ้าไหมไทยขึ้นมา

    เชียงใหม่ : ภูมิศาสตร์ทางภาคเหนือของไทย ประเทศแห่งเกษตรกรรมและความสามัคคีในชุมชนชนบท

    ภาคเหนือของไทยมีจุดศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับพม่า สามารถตรวจสอบกลับไปได้อีกในวงจรวัฒนธรรมของพม่า ลาว และมณฑลยูนานในประเทศจีน

    อีกทั้งภาษาถิ่นเชียงใหม่ในประเทศไทย เชียงรุ่งในจีน เชียงตุงในพม่า และหลวงพระบางในประเทศลาวก็สามารถใช้แทนกันได้อีกด้วย

    เชียงใหม่เป็นอาณาจักรล้านนาโบราณที่รู้จักกันอีกชื่อคือ อาณาจักรแปดร้อยลูกสะใภ้

    ในศตวรรษที่13 สิบสองปันนา เชียงรุ่ง และเชียงแสนก็มาร่วมมือในการแต่งงานด้วย ลูกหลานของพวกเขา พ่อขุนเม็งรายได้นำคนชนชาติไต จากสิบสองปันนาและล้านนาเข้าทำการต่อสู้กับกองทัพมองโกเลีย

    หลังจากนั้นอาณาจักรก็อยู่ภายใต้การควบคุมของพม่ามา200ปี ในช่วงระหว่างศตวรรษที่16-18

    ต่อมาเมื่อพระเจ้าตากสินทรงทำศึกกู้คืนอาณาจักรอยุธยาจากพม่า เชียงใหม่ก็ค่อยๆกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย

    ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ได้กลายมาเป็นที่อยู่ของคนไทยและจีน อีกทั้งชนกลุ่มน้อยเช่น แม้ว เย้า อาข่า และกะเหรี่ยง

    กลุ่มที่รู้จักกันในชื่อหมู่บ้านยูนนาน เกิดขึ้นจากสมาชิกบางคนของก๊กมินตั๋งที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย

     

    ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีเชื้อสายฮกเกี้ยนและมีบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากชาวแต้จิ๋ว ทักษิณเติบโตในเชียงใหม่กับน้องสาวของเขา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งสองเป็นคนเหนือ ซึ่งโดยทั่วไปประชากรในภาคเหนือนี้จะทำเกษตรกรรมกันโดยส่วนใหญ่ ซึ่งมีรายได้ไม่มากนัก และชาวบ้านเหล่านี้ก็เคยให้การสนับสนุนครอบครัวทักษิณมาก่อน

    หากกรุงเทพมีการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นกลางกับชาวบ้านตามชนบท เชียงใหม่ก็จะเป็นเหมือนกาวที่ช่วยสมานความแตกแยกนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสันป่าตอง มีศิลปินที่ทำงานร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในโครงการที่มีชื่อว่า มูลนิธิที่นา(The Land Foundation) โดยโครงการนี้มีความคิดริเริ่มที่จะฟื้นคืนนาข้าวที่ถูกทิ้งร้าง รวมถึงศึกษาสังคมชนบทและสังคมเมือง เศรษฐกิจการเกษตรและมีการพัฒนาที่ทันสมัย

    ในเรื่องของความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาตินั้น ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ได้นำแม้กระทั่งข้าวไทยและห้องครัวเข้ามาแสดงในแกลลอรี่ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนทั้งโลกผ่านความรู้สึกในรสชาติแบบไทยเรา

     

    2.“ศิลปะไทยจำเป็นและควรจะได้รับการจดจำในระดับนานาชาติ

    13217455_10154210089471528_2810365780198508037_o
    เขียน: Laura Shen/ ภาพ: Tang Fu Kuen

    Tang Fu Kuen เป็นcuratorอิสระในข่ายของทัศนศิลป์ร่วมสมัย ฐานการทำงานหลักของเขาคือกรุงเทพฯ Tang เป็นcuratorชาวสิงคโปร์เพียงคนเดียวที่ได้curateงานที่Venice Biennale ครั้งที่53 ถึงเเม้เขาจะเป็นชาวสิงคโปร์ แต่เขาก็ได้ในชีวิตการทำงานศิลปะของเขาในกรุงเทพฯนานกว่า10ปีแล้ว ในบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ Laura Shen เกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อศิลปะไทยในบริบทที่ต้องดิ้นรนและเอาตัวรอดท่ามกลางอุปสรรคการแข่งขันในปัจจุบันนี้

     

    Q: ในฐานะคนสิงคโปร์ ทำไมคุณถึงเลือกกรุงเทพฯเป็นฐานการทำงาน เมืองนี้ขับเคลื่อนคุณอย่างไร วงการศิลปะของที่นี่พัฒนาไปถึงไหนแล้ว

    A: ด้วยระยะทางที่ใกล้และการเดินทางที่สะดวก กรุงเทพฯจึงเป็นฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกและยุโรป ความลงตัวของการเติบโตอย่างรวดเร็วและธรรมเนียมประเพณีภายใน ความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจน เมืองใหญ่และชนบท ความเชื่อเรื่องวิญญาณภูติผีปีศาจและการคอรัปชั่น เหล่านี้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา ที่นี่มีทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้าน และจินตนาการที่สามารถก้าวสู่ระดับนานาชาติ ช่วงเวลาที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯกว่า10ปี ผมสังเกตว่า กรุงเทพฯยังด้อยเรื่องสถาบันที่พัฒนาและส่งเสริมการศึกษาและรับชมศิลปะ บรรดาความคิดสร้างสรรค์ด้านการพัฒนาได้ค่อยๆปรากฏขึ้นจากความคิดอิสระส่วนตัว ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐและองค์กร ซึ่งมันก็เป็นความขัดแย้งที่ดี ระดับการเติบโตถัดไปของศิลปินก็ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะให้พื้นที่การแสดงออกทางความคิดและสนับสนุนเงินช่วยเหลือมากเพียงใด

     

    Q: วงการอุตสาหกรรมทางความคิดของไทยโดยเฉพาะทัศนศิลป์ สามารถติดต่อกับภายนอกได้หรือไม่ และเราควรจะติดต่อกับภูมิภาคไหนในโลกเพิ่มเติมมั้ย

    A: จากปรากฏการณ์การเติบโตของหอศิลป์และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทหาร การซื้อขายงานศิลปะก็ได้รับผลกระทบไปด้วย วงการนักสะสมงานศิลปะยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ผู้จัดงานเทศกาลศิลปะใหญ่ๆในเอเชียยังไม่กล้าที่จะเลือกประเทศไทยเป็นทำเลในการจัดงาน บางทีในสายตาของนักท่องเที่ยวอาจมองเห็นไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวเที่ยวมากกว่าศูนย์กลางศิลปะ บางครั้งผมเริ่มเห็นประกายความหวังของศิลปะไทย แต่น่าเสียดายที่กลับไม่ได้รับแรงผลักดันที่จะพาไปสู่ระดับนานาชาติเท่าที่ควร

     

    Q: หน่วยงานประเภทไหนที่คอยช่วยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทย และเขาเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

    A: การก่อตั้งโครงการ OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)ในช่วงกลางปี2000ภายใต้การนำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมงานฝีมือและงานออกแบบทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างมาก การเข้าร่วมของประเทศไทยในงานหลักใหญ่ๆ เช่น Venice Biennaleก็ได้ช่วยฉุดวงการศิลปะร่วมสมัยไทยขึ้น อย่างไรก็ตามการสนับสนุนเหล่านี้ก็ยังเกิดปัญหาภายในระบบองค์กร และมักพบอุปสรรคเรื่องความชอบธรรมทางกฏหมายเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานและผู้เกี่ยวข้องภายในประเทศ แม้จะเป็นเช่นนั้น ศักยภาพของไทยในแง่การมองโลกในแง่ดีและการเอาตัวรอดก็ได้ช่วยให้ผลผลิตโดยรวมของศิลปะร่วมสมัยและความคิดสร้างสรรค์ไทยยังคงอยู่

     

    3.เมืองสร้างสรรค์,อยู่อย่างชาญฉลาด

    เขียน: Laura Shen

    หลังจากยุคฟองสบู่แตกในปีพ.ศ.2540 รัฐบาลไทยก็ตระหนักได้ว่ามีเพียงความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยได้ ในปีพ.ศ.2547 รัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้ริเริ่มการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไทย อุตสาหกรรมพัฒนาขึ้นจากนวัตกรรมทางภูมิปัญญา กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เกิดการเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆสำหรับการที่จะเป็นเมืองสร้างสรรค์การมีคุณภาพชีวิตที่ชาญฉลาด

    • ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

    ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เป็นโครงการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญชิ้นหนึ่งของรัฐบาลไทย จัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2546 ภายใต้การควบคุมของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรี TCDCได้รับงบประมาณจากสำนักงบประมาณ แนวคิดคือการสร้างศูนย์กลางทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยงานแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ฐานข้อมูลงานวิจัย และห้องสมุด หลังจากนั้นจึงมีการสร้างสาขาที่สองขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ และตามมาด้วยสาขาย่อยในอีก14จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ และริเริ่มดำเนินการเครือข่ายออนไลน์สำหรับนักสร้างสรรค์

    หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)มีสถานะคล้ายกับ TCDC แต่แตกต่างกันตรงที่ BACCไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องประสบกับความขัดแย้งที่มีมานานตั้งแต่พ.ศ.2538กับสำนักงานกรุงเทพมหานคร ระบบราชการในไทยมีการบริหารจัดการที่ค่อนข้างแย่ จึงทำให้ BACC ยังสร้างไม่เสร็จและล่าช้ามาจนกระทั่งปีพ.ศ.2547จึงแล้วเสร็จ เกิดเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนศิลปะร่วมสมัยและจุดรวมตัวกันของพื้นที่ศิลปะอื่นๆในกรุงเทพฯ

    • เชียงใหม่สร้างสรรค์

    อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ในเชียงใหม่เติบโตและมีความเป็นมืออาชีพขึ้นมาก ทั้งการประสานงาน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากโครงการ เชียงใหม่สร้างสรรค์ที่ร่วมกับรัฐบาล จัดขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาเชียงใหม่เมืองสร้างสรรค์ ตั้งอยู่ที่อาคารวิจัยและถ่ายทอดพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาอนาคตของเมืองเชียงใหม่ให้ก้าวหน้าขึ้น ไม่เฉพาะทางอุตสาหกรรมศิลปะและการออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม, ประเพณี, งานฝีมือ, เกษตรกรรม, การท่องเที่ยว, อาหาร, ผลิตภัณฑ์ และสุขอนามัย ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “Handmade Chiangmai” (HMCM) ที่ประกอบด้วย งานฝีมือจากอุตสาหกรรมระดับครัวเรือนจากทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ ผ้าบาติก, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, เครื่องจักสานไม้ไผ่และหวาย เชียงใหม่สร้างสรรค์ได้สร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้เชียงใหม่ร่วมกันกับรัฐบาลเพื่อดึงดูดนายทุน บริษัทเทคโนโลยีในเชียงใหม่จึงมารวมตัวกันเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้บริหารและนายทุน

    ในปีพ.ศ.2558 ได้มีการจัดนิทรรศการ “My Chiang Mai : เมืองของเราและเหล่าสหาย ณ TCDC เชียงใหม่ขึ้น ด้วยความนิยมจากภาพยนตร์เรื่อง “Lost In Thailand” ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ทำให้วงการศิลปะในเชียงใหม่ต้องมาทำความเข้าใจกันว่า ควรสร้างภาพลักษณ์อย่างไรให้เชียงใหม่และทำอย่างไรให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ เพื่อให้เกิดผล เชียงใหม่จึงเข้าร่วมกับองค์การ UNESCO Creative City Network และร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชียงใหม่เข้าร่วมเป็นลำดับที่สอง สมาชิกอื่นได้แก่ เมืองปีนังประเทศมาเลเซีย, เมืองเซบูประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองบันดุงประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนั้นการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไร Chiang Mai Art Conversation : บทสนทนาศิลปะเชียงใหม่ (CAC)โดยกลุ่มศิลปินเชียงใหม่ยังได้เชื่อมพื้นที่ศิลปะในเมืองเข้าด้วยกัน และจัดตั้ง Chiang Mai Art Map -นิตยสารแจกฟรีที่ประกอบด้วยข้อมูลแนะนำสถานที่ทางศิลปะดีๆในเชียงใหม่อีกด้วย

     

    4.มุมมองศิลปะในไทย

    ampost

    เขียน: Brian Curtin

     

    คำนำ

    หลังรัฐปหารในปี1932เป็นการสิ้นสุดราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา และได้เปลี่ยนชื่อจาก “สยาม” เป็น “ไทย”(ประเทศแห่งเสรีภาพ) และใน ศตวรรษที่ 19 ศิลปะได้ถูกกำหนดขึ้นจาก ประวัติศาสตร์ไทย จากพุทธศิลป์โดยผู้เชียวชาญ  งานพุทธศิลป์ทั้งหมดสิ้นสุดที่อณาจักร สุโขทัยและอยุทธยา หรือใน ศควรรษที่ 13 ถึง 16 อย่างไรก็ถามมีคำถามมากมายจากนักวิชาการ ทั้งจากเรื่องเล่าของคนที่รักชาติที่ต่อเนื่องกันมา  และหลายๆอย่างจากที่เห็นได้ตลอดจากประวัติศาสตร์ไทย จากมรดกทางประวัติศาสตร์ของ เขมร และการแลกแปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับจีนและอินเดีย โดยเฉพาะช่วงเวลา ของยุคสมัยใหม่และร่วมสมัย

    13256352_10154209992541528_5720947155450653302_nหลังจากปี 1932 และได้มีการก่อตั้ง มหาวิทยาลัย ศิลปกรในปี 1943 ก่อตั้งโดยศิลปินชาว อิตาลี Corrodo Feroci(1892-1962) ที่มีชื่อไทยคือ ศิลป์ พีระศรี ได้เข้ามาในไทยครั้งแรก ในปี1924 ท่านเป็นคนปั้นพระบรมรูป ราชกาลที่ 6 (1180-1925)

    กระทรวงวัฒนธรรมก่อตั้งในปี 1952 หลวง วิจิตรวาทการ ทำงานด้านบทประพันธ์เพลง ประพันธ์บทละคร และโรงละครแห่งชาติ

    โรงละครได้เกิดการชำรุดและมีการปรับปรุงขึ้นในปี 2002 รวมถึงมีการก่อตั้งหน่วยงานของศิลปะวัฒธรรมร่วมมสมัย(OCAC) โดยมีผู้อำนวยการคือศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ และเป็นผู้ดูแล หอศิลวิทยานิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 1995 และเป็นผู้ดูแล The Landmark Comtemporary Art in Asia และดูแล New York’s Scoiety ในปีถัดมา ประเทศไทยได้เข้าร่วม The Venice Biennale ครั้งแรกในปี 2003 ซึ่งCurated โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อีกเช่นกัน

    สัญญาณเตือนของศิลปะร่วมสมัย

    ในปี 1990 นิทรรศการในระดับภูมิภาค ศิลปะแนวใหม่จากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ Fukuoka Art Museum ประเทศ ญี่ปุ่นในปี 1992 ที่ขับเคลื่อนศิลปะเอเชียสมัยใหม่ ประกอบด้วย อินโดเนเซีย ,ฟิลิปปินส์ ,และไทย ในปี 1995  ศิลปะร่วมสมัยเอเชียแปซิฟิกได้จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ซึ่งก่อตั้งในปี 1993 ที่ Queensland Art Gallery ประเทศออสเตเรีย มีการเคลื่อนตัวทางศิลปะที่แหวกแนวโดยมีการจัดการโดย  Hans Ulrich Obrist และ Hou Hanru และรวมถึงศิลปินไทย จิตติ เกษมกิจวัฒนา,นาวิน ราวันชัยกุล, สุรสีห์ กุศวงศ์ และฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

    สิ่งที่ปรากฏออกมาขอพื้นที่ศิลปะในขณะนี้ของประเทศไทย แกลเลอรี่ภาพธรรมะ(Gallery Visual Dhamma)ก่อตั้งโดย Alfred Pawlin

    และโปรเเกรมการนิศรรการเชิงทดลองในปี1996  ได้เริ่มต้นโปรเจค 304 ซึ่งเป็นโปรเจคที่ไม่หวังผลกำไร โดยที่จัดขึ้นมี Bangkok Experimental Film Fastival และโปรแจคที่มีการทำงานร่วมกับ เกษมวิวัฒนา ในโปรเจคที่ชื่อว่า EMERGE ซึ่งออกสู่สาธรณะชนโดยมีการเชื่อมต่อกันระหว่าง การผลิตผลงานศิลปะ นิศรรการ และ การประชาสัมพันธ์ รวมเข้าด้วยกัน

    จุมพล อภิสุขผู้ก่อตั้ง ก่อตั้ง International performance  art festival Asiatopia ในปี 1998 ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเช่นเดียวกับงาน Womanifesto ซึ่งจะจัดขึ้นในวันสตรีสากล

    เชียงใหม่ Social Installation Projectเป็นโครงการที่ทำให้เกิดศิลปะสารธณะมากขึ้น ขณะที่The land foundation ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี1988 ด้วยแรงสงเสริมศิลปินไทยที่อยู่ในระดับนานาชาติ ได่แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช

    รางวัล ศิลปธร ในปี2004ได้ทำให้ศิลปินชั้นกลางได้รับโอกาสมากขึ้นนอกจากนี้หอศิลป์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ(BACC) ได้เปิดในปี 2008 และมีการอภิปรายครั้งแรกในปี 1995 ซึ่งมีปัญหาเรื่องเงินสนับสนุนเพราะหน่วยรัฐไม่ได้สนับสนุนเงินทุน

    แนวโน้มของศิลปะต่อไป

    ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ กฏของทหารตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจในปี 2014  และแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ  นโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างสองรัฐบาล ระหว่างปัญหาคอรัปชั่น และ การใช้อำนาจในทางที่ผิด

    ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ในวงการศิลปะนั้นกระจัดกระจายไม่เป็นที่เป็นทางเท่าไหร่ โดยขณะที่ WTF Bar & Gallery ได้มีการนิทัรรศการที่เป็นเรื่องเป็นราว นิศทรรการ “Conflicted Vision”ในปี2014 ซึ่งเป็นการรวมตัวของศิลปินที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

    The Jim Thompson Art Center เป็นอีกหนึ่งพื้นที่คัญ เพื่อหาข้อมูลและขับเคลือนทางศิลปะนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมการศึกษา ภายใต้ Cutator คนสำคัญ กฤติยา กาวีวงศ์   เมื่อไม่นานมานี้ได้มี นิทรรศการของศิลปิน อริน รุ่งแจ้ง ในงานที่ชื่อว่า”Golden Teardrop” ซึ่งเป็นผลงานคนไทยที่ได้แสดงที่ The Venice Biennale ปี 2013

    The Museum of Contemporary Art(MOCA) เปิดในปี 2012 เพื่อแสดงงานที่สะสมมามากกว่า 30 ปี โดย บุญชัย เบญจรงคกุล แต่อีกที่ที่น่าสนใจเช่นกัน MAIIAM Contemporary Art Museum ที่เชียงใหม่ซึ่งจะมีการเปิดภายในปีนี้ พร้อมกับงานสะสมงานศิลปะในไทยโดย Booth Family และที่แห่งนี้ยังมีการจัดแสดงนิศทรรการร่วมสมัย และนิศรรการแรกที่จะจัดแสดงโดยศิลปิน อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ผู้กำกับภาพยนต์)

     

    ความแตกต่างของการดำเนินงานระหว่างแกลเลอรี่ ที่ไม่หวังผลกำไร กับ แกลเลอรี่เชิงพานิชย์ ในขณะนี้ TARS Gallery เป็นพื่นที่ขับเคลื่อนศิลปินก่อตั้งในกรุงเทพฯในปี 2015 โดยชาวฝรั่งเศษ  Pierre Bechon  จุดประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินไทยและชาวต่างชาติได้พูดคุยกัน และยังมีพื้นที่อื่นที่ยังคงเก็บรักษาจุดประสงค์นี้ไว้ดังเช่น Speedy Grandma,JAM,Soy Sauce Factory,Jam Factory และ NACC     ซึ่ง NACC ในความเป็จริง เป็นอักษรย่อที่ย่อจาก The National Anti-Corruption Committee แต่ยังคงใช้อักษรย่อนี้อยู่ ซึ่งได้เปลี่ยนแค่ประโยคเต็มเป็น Nana Art and Culture Center เนื่องจากบริเวณที่ตั้งเป็นแหล่งรวม Hipster บาร์ และ ร้านอาหาร

    Ver Gallery มีนิศรรการที่นับไม่ถ้วนและจะย้ายสถานที่ใหม่ในปี 2016 มาใกล้บริเวรใจกลางเมืองและมีงานเปิด ผลงานศิลปะนามธรรม โดย มิตร ใจ อินทร์ ในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงมาจากโกดัง และมี Tentacle’s cafe อยู่ในบริเวณเดียวกัน ภายใต้ชื่อTentacles นั้นเป็นพื่นที่เปิดที่รวมทั้ง Gallery , Artist-residency program ก่อตั้งโดย เฮนรี่ แทน ,มาร์ค พิมพ์สามสี แล้วหุ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งเปิดในปี 2014 และยังมีสตูดิโอ ศิลปิน บี เถกิง พัฒโนภาษอยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

    Nova Contemporary เปิดในปี2016 เดือนเมษายน โดยมีนิทรรศการรวมได้โดยมีศิลปินได้แก Luc Tuysman และ Vito Acconci ซึ่งมุ่งเน้นในระดับสากลหรือทำตามเส้นทางเดียวกับ Bangkok City City Gallery และอีกที่ที่น่าสนใจ White cube space ซึ่งเปิดในปี 2015 หลังจากนั้นได้มีการรร่วมมือกับ Jim Thompson Art Center เพื่อแสดงงาน วิดิโอ ,การจัดวาง และ การแสดง

    โดยศิลปิน กรกฤช อรุณานนท์ชัย เพื่อสนับสนุนอาชีพการทำงานในต่างประเทศ

    Subhashok Arts Centre และ H Gallery Bangkok มีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นเยาว์ให้จัดแสดง ขณะที่แกลเลอรี่ที่เปิดมายาวนานอย่าง Thavibu Gallery ได้ปิดตัวลงในปี2015 โดยผู้อำนวยการ  Jorn Middelborg ได้ให้เหตุผลว่า โดยโครงสร้างของตลาดศิลปะได้เปลี่ยนแปลงไป ศิลปะที่ราคาสูง ถูกขายโดยราคาประมูลในระดับสากล แต่งานศิลปะราคาในระดับกลางๆนั้นมีการจัดการโดยสตูดิโอ หรือติดสัญญาณระหว่างแกลเลอรี่

    Lyla Gallery เชียงใหม่ เปิดในปี 2014 และมีการเพิ่ม The Land Foundation  โดยมี Gallery Seescape,C.A.P Studio,Thapae East,31 Century Museum of Cemporary Spirit และ H Gallery’s ซึ่งอยู่เขตแม่ริม[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [Review] Human AlieNation

    [Review] Human AlieNation

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]By Por Pramsumran[/vc_column_text][vc_column_text]

    Human AlieNation

                “เราทุกกลุ่มล้วนเป็นคนอื่นสำหรับคนอีกกลุ่มเสมอ”

    คำกล่าวของแมคอีวิลเลย์ (McEvilley, 1992:11) คือประโยคหนึ่งจากคำอธิบายนิทรรศการที่เรียกความสนใจจากฉันได้ในทันที ความน่าสนใจอีกประการ คือ ความร่วมมือระหว่างหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนี้ขึ้นมา ไม่บ่อยนักที่จะเห็นภัณฑารักษ์เป็นนักมนุษยศาสตร์

    ฉันพาตัวเองมายืนอยู่ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เพื่อเข้าชมนิทรรศการ Human AlieNation ในก้าวแรกที่เข้าสู่นิทรรศการ ฉันพบงาน installation สองชิ้นของนพไชย อังควัฒนะพงษ์ เส้นสายผสานไฟนีออนอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นดูไม่เข้ากันกับสถาปัตยกรรมของอาคาร คนละยุคสมัย แต่การอยู่ร่วมกัน ณ ตรงนั้นทั้งที่งานแปลกแยกต่อสถานที่เป็นเสน่ห์ที่รุนแรงทีเดียว ฉันมองดูเส้นสายสีฟ้าทบซ้อนเกาะเกี่ยวเหมือนแมงหวี่เห็นแสงไฟ ก่อนสาวเท้าเข้าไปยังโถงของนิทรรศการที่มีคำอธิบายนิทรรศการ แสดงให้เห็นแผนผังนิทรรศการ และบอกเล่ากระบวนการทำงาน ส่วนทางซ้ายมือ คือ ห้องมืดที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ฉันเลือกเข้าหาความมืด

    Human AlieNation1

    ภายในห้องมืดมีงานวิดีโออาร์ตสามชิ้นของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงอยู่ที่ผนังทั้งสามด้าน ซ้ายมือของฉันเป็นผู้ชายคนหนึ่งกับกองหัวหอม มีที่ปอกเปลือกแล้วจำนวนมาก และที่ยังไม่ได้ปอกก็มากพอกัน เขาปอกเปลือกหัวหอมโดยมีเสียงเพลงไทยเดิมประกอบ เขาปอกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ร้องไห้สักนิด ชิ้นที่สองที่อยู่ตรงหน้าคือผู้หญิงในชุดดำที่ยืนนิ่ง มองไปด้านหน้า และร้องเพลง แต่เราไม่ได้ยินเสียงของเธอ และชิ้นสุดท้าย คอนดักเตอร์อำนวยเพลงอยู่ในพื้นที่ของหอศิลป์นี่เอง เราได้เห็นด้านหลังของตัวคอนดักเตอร์ และได้ยินเสียงเครื่องดนตรีให้จังหวะเป็นระยะ แต่ไม่ได้เห็นวงดนตรี มีสิ่งที่ปรากฏอยู่และขาดหายไปในแต่ละชิ้น น้ำตาขาดหายไป เหลือเพียงการปอกอย่างต่อเนื่องเหมือนหุ่นยนต์ทั้งที่ชาชินแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหยุด หรืออาจไม่รู้ว่าจะหยุดได้เมื่อไหร่ การร้องเพลงที่ไม่อาจให้เสียงออกมาได้ วงดนตรีที่เราไม่เห็น แต่ก็คิดว่าต้องมีอยู่ และเครื่องดนตรีที่ถูกลดทอนไปจนเราไม่อาจรู้ได้ว่าเล่นเพลงอะไร เราจะได้รู้ ในสิ่งที่ถูกอนุญาตให้ปรากฏเท่านั้น และต้องเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป

    Human AlieNation5

    ฉันพาตัวเองออกจากห้องมืดเดินขึ้นบันไดที่ชั้นบน พบงานของนิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ เหรียญถูกจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก เหรียญที่ไม่ใช่ของไทย จากสัญลักษณ์สิงห์ทำให้ทราบว่าเป็นของพม่า ที่ตรงกันข้ามกับเหรียญคือวีดีโออาร์ตผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหายไปจากจอภาพ เราจะได้ยินเสียงวิ่งอยู่ แต่ไม่ได้เห็นตัวคนวิ่ง ซึ่งวีดีโอแบบนี้ก็ปรากฏอยู่ตรงทางเข้าเช่นกัน แต่ผู้ชมอาจไม่สังเกตเห็นมากนัก และงานที่สามคืองาน installation เส้นแบ่งกลางห้องที่ทำจากไม้ ดูคล้ายเส้นแบ่งเขตแดน แปลกดีเหมือนกันที่เมื่อมีเส้นแบ่ง มันทำให้เราต้องก้ามข้ามไป มันทำให้เกิดการแบ่งพื้นที่ฝั่งนี้และฝั่งโน้น ทั้งที่ก่อนหน้ามีเส้นแบ่ง มันเป็นผืนดินเดียวกันแท้ๆ ที่ผนังมีกระดาษที่แขวนไว้ บอกเล่าเรื่องราวการหวนกลับมาพบกันของชาวไทยกับชาวพม่าผ่านการก้าวข้ามเส้นผ่านแดน และอีกฝั่งของห้องมีกล่องกระจกใส่กระดาษเล็กๆ ที่เขียนตัวเลขเอาไว้-เบอร์โทรศัพท์ ระหว่างที่ฉันสนใจงานอื่น ผู้ชายวีดีโอก็กำลังวิ่งและหายไป วิ่งและหายไป อย่างต่อเนื่อง

    Human AlieNation2

    ถัดไปที่อีกห้อง พบงานของนพไชย อังควัฒนะพงษ์อีกสองชิ้น ปรากฏฟิล์มเอ็กซเรย์ขนาดเล็กเขียนชื่ออวัยวะต่างๆ เอาไว้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่าทั้งที่มันอยู่ข้างในตัวเรา แต่เมื่อเห็นภาพมัน กลับไม่รู้สึกคุ้นเคยสักนิด กล้องถ่ายรูปแบบโบราณ และภาพของคนอีกหลายคน การถ่ายรูปก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกอยู่บ่อยๆ บางครั้งเมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกแยกกับตัวเองที่อยู่ในรูป เราเป็นแบบนี้จริงๆ หรือ นั่นใช่เราแน่หรือ ฉันเก็บความรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง แล้วก้าวเดินต่อ

    เมื่อเดินเข้าไปในห้องด้านใน เป็นชุดผลงานของจิตติ เกษมกิจวัฒนา มีคำพูดชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศอ้างว้างอยู่บนกระดาษแผ่นเล็ก และวัตถุที่วางแยกกัน ราวกับให้เราจับคู่คำกับภาพ ในห้องถัดไปเป็นป้ายภาษาจีนติดอยู่บนผนัง แค่นี้ก็เพียงพอที่จะกันให้ฉันออกไป”เป็นอื่น”แล้ว เพราะฉันไม่เข้าใจ ตัวอักษรใหญ่โตชวนให้คิดว่าเขากำลังต้อนรับหรือห้ามเรากันแน่นะ ด้านข้างป้ายนั้น มีโต๊ะที่วางวัตถุลูกบาศก์กระจก เมื่อมองมุมหนึ่ง เราไม่อาจเห็นอะไร แต่เมื่อมองอีกมุมจะเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ ด้านข้างลูกบาศก์คือแผ่นวงกลมสีทองสลักภาษาฝรั่งเศส และในห้องสุดท้ายของนิทรรศการ เป็นภาพถ่ายที่สวนสาธารณะพร้อมประโยคภาษาฝรั่งเศสอีกเช่นกัน ฉันที่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสพยายามแกะคำพวกนั้น แม้ไม่อาจเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแต่ก็รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับมากกว่าภาษาจีน นั่นคงเป็นเพราะ “ฉันพอจะเข้าใจ” มัน

    ความรู้สึกแปลกแยกไหลเวียนอยู่ในนิทรรศการ ความแปลกแยกระหว่างตัวฉัน(ผู้ชม) งานศิลปะ และพื้นที่จัดแสดง แทบจะไม่มีการติดป้ายบอกชื่อหรือคำอธิบายผลงาน เป็นตัวของฉันเองที่เข้าไปสัมผัสรับรู้กับงาน โดยไม่มีแสงสว่างจากตัวอักษรนำทาง

    Human AlieNation3Human AlieNation4

    ฉันชมงานครั้งแรกด้วยตนเอง ครั้งที่สอง ได้เข้าร่วมกิจกรรมดูงานกับนักวิจารณ์และภัณฑารักษ์จึงทำให้ฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในงานของนิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ เหรียญพม่านั้นเกิดจากการนำเหรียญไทยไปหลอมแล้วหล่อใหม่เป็นเหรียญพม่า และชื่อผลงานเส้นแบ่งเขตแดนนั้นคือ 2401 ซึ่งอาจหมายถึงเขตแดนพม่า-ไทยที่มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,401 กิโลเมตร ข้อมูลที่ได้มาใหม่ชวนให้ฉันตีความงานอีกครั้ง เมื่อมองดูวีดีโอคนวิ่ง ฉันคิดถึงคำพูดของคนๆ หนึ่ง เขาบอกว่าเรามักจะมองไม่เห็นคนใช้แรงงานที่อยู่รอบตัวเรา เช่น แม่บ้าน ภารโรง คนเก็บจานในโรงอาหาร เด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งพวกเขามักเป็นแรงงานต่างด้าว พวกเขามีอยู่ แต่เพราะเขาไม่ใช่พวกเรา เรามักมองไม่เห็น ไม่สนใจ นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าคำภาษาจีนนั้นไม่ได้ต้อนรับหรือขับไล่ แต่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Fill the void ภัณฑารักษ์กล่าวว่าเป็นความตั้งใจจะที่ไม่มีการติด caption ผู้ชมจึงต้องมองหาและตามหาสิ่งเหล่านั้นเอง รวมทั้งมีการเปิดเปลือยให้เห็นช่องแอร์ และมีหลายห้องที่ติดวอลเปเปอร์ของนิทรรศการซึ่งเป็นลายแทนที่จะแขวนงานศิลปะไว้บนผนังสีขาวเรียบร้อยอย่างที่ฉันเคยเห็นซึ่งฉันคิดว่าสอดรับกับประเด็นที่นิทรรศการต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี ภัณฑารักษ์ยังกล่าวเพิ่มว่าการจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีลักษณะเป็นศิลปะเชิงแนวคิด (Conceptual art) ที่หอศิลป์นี้ก็เป็นความตั้งใจในเรื่องพื้นที่ซึ่งมีประวัติของตนเองเช่นกัน พื้นที่ซึ่งได้ชื่อว่า “ท้องพระโรง” ถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็น “แกลลอรี่” หรือ “พื้นที่ทางศิลปะ” ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่ยังคงร่องรอยความแปลกแยกบางประการต่อกันไว้ และยังชวนคิดเรื่องชื่องานนิทรรศการ Human AlieNation เรา (Human) แปลกแยก (Alienate) กับชาติ (Nation) ของตนหรือไม่ อย่างที่คำอธิบายนิทรรศการบอกไว้ “นี่คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและการเมือง”

    ฉันกลับไปที่นิทรรศการวันนี้เป็นครั้งที่สามเพื่อตามหาสิ่งที่ยังมองไม่เห็น อย่างที่ข้อความริมขอบโต๊ะในส่วนของ curator ว่าเอาไว้ “ในทุกการมองเห็นจะยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นซุกซ่อนไว้เสมอ” แม้กระทั่งตอนเขียนอยู่นี้ตะกอนความคิดของฉันก็ยังคงฟุ้งกระจาย มีเรื่องให้ขบคิดต่อ พยายามเชื่อมโยงชื่อผลงานกับภาพที่ได้เห็น ในท้ายที่สุดแล้ว นอกเหนือจากการได้รับรู้ รู้สึก และเปิดมุมมองใหม่ๆ ผ่านผลงานของศิลปิน ฉันได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่สำคัญคือเราต้อง “เปิดใจ” นิทรรศการนี้ไม่อาจเข้าใจได้ผ่านการสัมผัสเพียงปราดเดียว แต่ผ่านการรับข้อมูล ศิลปะไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษยศาสตร์มาช่วยบอกเล่าและให้ความหมาย ผู้ชมมีอำนาจเบ็ดเสร็จ คุณเป็นเผด็จการควบคุมและครอบครองการรับรู้และเข้าใจของคุณ หากคุณเลือกจะเดินออกไป ปิดประตูไม่รับรู้ เมื่อรู้สึกว่าไม่เข้าใจ ไม่อาจมีใครห้ามได้ และนั่นคือสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวัน เหลือเพียงแต่ความเงียบและความแปลกแยกต่อกันในอากาศรอบตัว แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะ “รับรู้” และ “พยายามทำความเข้าใจ” ทั้งที่รู้สึกแปลกแยก นั่นต่างหากที่สำคัญ แม้ว่าในท้ายที่สุด มันอาจไม่ได้ทำลายความแปลกแยก หรือเปลี่ยนให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างเรียบเนียน ได้ แต่เราจะอยู่กันได้มากขึ้น

    ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ

     

    Human AlieNation /4 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2559 /หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

    โดย

    จิตติ เกษมกิจวัฒนา

    นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์

    นพไชย อังควัฒนะพงษ์

    วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร

     

    ภัณฑารักษ์รับเชิญ : กมลวรรณ์ บุญโพธิ์แก้ว[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Three-Cornered World by Pam Virada

    [ Review ] Three-Cornered World by Pam Virada

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]By Por Pramsumran[/vc_column_text][vc_column_text]Three-cornered world By Por Pramsumran6

    หลังจากเดินขึ้นบันไดสีดำ ฉันพบพื้นที่แสดงงานซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากพื้นลูกบาศก์สีขาว (White Cube) ของแกลลอรี่ที่เราเห็นกันทั่วไป แวบแรกมันทำให้ฉันนึกถึง “ห้องเก็บของ” สำหรับวิรดา เธอบอกว่ามันเหมือน “ห้องใต้หลังคา” แม้เราจะมองพื้นที่นี้ต่างกัน แต่สิ่งที่เราเห็นเหมือนกันคือ มันเป็นพื้นที่เก็บของ และในสิ่งของเหล่านั้น เราประทับความทรงจำเอาไว้


    หากดูจากผลงานที่ผ่านมาของวิรดา ฉันอาจสรุปได้ว่าเธอทำงานกับความรู้สึกที่ตนเองมีต่อวัตถุ ทั้งในความหมายและรูปร่างรูปทรงของมัน ดังเช่นที่เธอสนใจว่าในการถ่ายภาพของตนเองนับร้อยภาพ เหตุใดจึงปรากฏภาพหน้าต่างไปกว่าครึ่ง โดยที่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่คล้ายกับว่าถูกดึงดูดให้สนใจหน้าต่างเสมอ จากนั้นวิรดาจึงเริ่มทำการค้นคว้าจนพบว่ามนุษย์เราสามารถมีความรู้สึกหรือให้ความหมายวัตถุใดวัตถุหนึ่งได้เหมือนกัน อาจเรียกว่าเป็นความทรงจำร่วมที่เรามีต่อวัตถุนั้น ในขณะเดียวกัน แต่ละคนก็ให้ความหมายส่วนตัวจากความทรงจำส่วนตัวที่มีต่อวัตถุชิ้นนั้นๆ และด้วยแนวความคิดนี้เองที่นำมาสู่ส่วนต่างๆ ของนิทรรศการ

    Three-cornered world By Por Pramsumran5

    น่าเสียดายที่ฉันมาถึงนิทรรศการในวันที่ทุกอย่างถูกจัดแสดงครบสมบูรณ์จึงไม่ได้เห็นการเติบโต ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่วิรดาได้ทะยอยฝากวัตถุความทรงจำทั้งหมด 36 ชิ้น นิทรรศการ Three-Cornered World แบ่งออกเป็นห้าส่วนตามประเภทของงาน ได้แก่ หนึ่ง งานคอลลาจซึ่งจัดแสดงอยู่บนโต๊ะ แม้ภาพจะถูกวางทับซ้อนกันแต่ตรงกลางของภาพจะถูกตัดหายเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าว่างเปล่า ส่วนที่สองคือภาพขนาดเท่ารูปโพราลอยด์ที่มีการตัดแต่งให้บางส่วนถูกลดทอนรายละเอียดไปจัดแสดงอยู่บนชั้นกระจกเล็กๆ ติดกับผนัง ส่วนที่สามคือภาพที่จัดแสดงในกรอบไม้ซึ่งศิลปินได้ให้ความหมายว่าต้องการให้ผู้ชมมองดูเหมือนการมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนที่สี่คือวีดีโอซึ่งแสดงการวางซ้อนทับของภาพที่ศิลปินได้ถ่ายไว้เมื่อครั้งไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเกาหลีแบบไม่มีการลดทอนหรือแต่งภาพคล้ายกับเวลาเราดูภาพถ่ายที่ล้างออกมาทีละใบ ภาพนั้นวางซ้อนและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนความทรงจำของเรา และส่วนสุดท้ายคือ objects archive การเก็บความทรงจำในลักษณะของภาพขนาดรูปโพราลอยด์ซึ่งมีการลดทอนรายละเอียดบางส่วนและระบุคำที่เป็นการให้ความหมายส่วนตัวของศิลปิน

    Three-cornered world By Por Pramsumran1

    เนื่องจากศิลปินเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ซึ่งทำงานในลักษณะสองมิติ การจัดแสดงงานในลักษณะสามมิติก็ยังคงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนการดูงานในลักษณะสองมิติ ไม่ได้มีลักษณะดูได้โดยรอบ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด สำหรับฉันแล้ว Three-Cornered World คือโลกสามด้านของความทรงจำ ของศิลปิน ของฉัน-ผู้ชม และของเรา-มนุษย์ที่มีร่วมกัน นิทรรศการของวิรดาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับให้เข้าไปในห้องเก็บของหรือห้องใต้หลังคาของเธอ เธอยื่นอัลบั้มให้ดูภาพที่เธอถ่าย บอกเล่ามันด้วยถ้อยคำกระชับ ในโลกของความทรงจำ เราไม่ได้เก็บภาพความจริงได้โดยสมบูรณ์ ฉันคิดว่าเราเลือกจำหรือมีความสามารถที่จะจำได้เพียงบางส่วน บางเสี้ยว แม้เราอยากจำรายละเอียดทั้งหมด แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ ดูเหมือนความทรงจำจะมีกลไกของมันที่ทำให้เราเห็นส่วนหนึ่งชัดเจน และลืมส่วนอื่นๆ ลดทอนมันให้เป็นเพียงภาพเบลอ หรือความว่างเปล่า และอย่างที่วิรดาว่าในการเสวนาของเธอ “มันไม่ได้มีอยู่แล้ว เราคว้าไม่ได้ แต่เราก็ยังพยายามที่จะเก็บมันไว้ ซึ่งจริงๆ ก็ทำไม่ได้”

    ฉันพบว่าตัวเองถ่ายภาพผลงานของวิรดาเก็บไว้ ถ่ายบางอย่างที่โหวงว่างเปล่า แต่มันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งหรือนึกถึงใครคนหนึ่ง มันเป็นความซับซ้อนของอาการอยากจดจำของมนุษย์ ฉันถ่ายภาพเพื่อคัดลอกสิ่งที่วิรดาบันทึกไว้เพราะเธอไม่อยากลืม แม้เธอจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว ฉันถ่ายภาพนั้นเพราะมันทำให้ฉันจำบางอย่างของตนเองขึ้นมาได้ แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้วเช่นเดียวกัน ไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกลดทอน และชัดเจนเพียงบางส่วน ส่วนที่ชัดเจนนั้นจะยังคงย้ำเตือนให้เรามองหามันอยู่เสมอ[/vc_column_text][vc_gallery type=”image_grid” images=”1031,1032,1033″ img_size=”medium”][/vc_column][/vc_row]

  • ทัศนัย – นัยยะของการมอง ประวัติศาสตร์และการถูกบังคับให้ลืม

    ทัศนัย – นัยยะของการมอง ประวัติศาสตร์และการถูกบังคับให้ลืม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ[/vc_column_text][vc_column_text]Thasnai1

    เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ใหม่เอี่ยม (Maiiam)” ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานจัดแสดงผลงานของศิลปินผู้มีชื่อเสียงจำนวนมาก หนึ่งในผลงานที่ผมสนใจได้แก่งานของ อาจารย์ทัศนัย เศรษฐเสรี งานชิ้นนี้เป็นคอลลาจ และ ภาพถ่ายพิมพ์ดิจิทัลบนไวนิล ขนาด 175 X 200 เซนติเมตร

    โดยภาพรวมแล้ว ผลงานชิ้นนี้มีองค์ประกอบสำคัญสองส่วน ส่วนแรก ได้แก่ ภาพพื้นหลังสีเทา ซึ่งดูไม่ออกว่าคือภาพอะไร และ ส่วนที่สอง เป็นกระดาษสีสันสดใส อาทิ เขียว ชมพู เหลือง น้ำตาล ตัดเป็นลวดลายและแปะทับ/บดบังพื้นหลังสีเทาจนเกือบหมด เว้นไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น

    เราจะ “อ่าน” องค์ประกอบทั้งสองส่วนของงานชิ้นนี้อย่างไรดี? ผมเสนอว่า เราน่าจะเริ่มจากภาพพื้นหลังก่อนเป็นอันดับแรก หลังการสำรวจเบื้องต้น ผมมั่นใจว่าภาพพิมพ์ดิจิทัลข้างหลังนั้นคือภาพความรุนแรงทางการเมืองไทย ระหว่าง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519

    ตัวภาพต้นฉบับเป็นฉากทหาร 4 คน ถืออาวุธปืน กำลังฉุดลากนักศึกษาที่ไม่มีอาวุธ ทว่า ภาพนี้ก็ไม่สามารถเห็นได้เพราะถูกปิดบังอยู่ นัยนี้ พื้นหลังสีเทาจึงเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ที่ถูก “ทำให้” ลืมเลือนนั่นเอง และเพราะฉะนั้น ชื่อผลงานชิ้นนี้ของอาจารย์ทัศนัยจึงเป็น “ไม่มีชื่อ – untitled” เพราะเราไม่อาจจะตั้งชื่อให้กับสิ่งที่ถูกลืม สาบสูญไปแล้ว

    คำถามต่อมาคือ กลไกใดที่ทำให้เราลืม? การจะตอบคำถามนี้ได้นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบส่วนที่สอง

    ได้แก่ กระดาษที่บดบังภาพความรุนแรงทางการเมืองอยู่ ซึ่งแม้จะดูเผินๆ แล้วเหมือนกัน ทว่า แท้ที่จริงแล้วกลับมีวัสดุสองชนิดซึ่งความหมายแตกต่างกัน วัสดุชนิดแรกคือกระดาษสีสดใสที่ตัดเป็นลวดลาย ซึ่งมักจะใช้ในงานประเพณีต่างๆ ของสังคมไทย[1]

    ในขณะที่วัสดุชนิดที่สอง คือกระดาษหนังสือเก่า Lignin ในเนื้อกระดาษทำปฏิกิริยากับอากาศจนเป็นสีเหลือง เนื้อหาในกระดาษ กล่าวถึง เผด็จการทหาร และ มาตรการที่รัฐใช้เพื่อทำลายขบวนการนักศึกษาสมัย 6 ตุลาคม 2519 การเลือกเนื้อหาส่วนนี้ของหนังสือมาประกอบผลงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแรงปฏิกิริยาต่อรัฐบาลทหารปี 2557 เป็นต้นมา

    นัยนี้ วัสดุทั้งสอง จึงสะท้อนถึงกลไกที่ทำให้เราลืมความรุนแรงในประวัติศาสตร์ ได้แก่ การอ้างกลับไปหาแต่ประเพณีอันดีงาม และการศึกษา/ตำราที่บิดเบือนหรือปกปิดเนื้อหาบางตอนนั่นเอง กลไกเหล่านี้แยกไม่ออกกับการสร้างชาติ และ ชาตินิยม (Nationalization and Nationalism) เพราะชาติเรียกร้องให้เราลืมตลอดเวลา

    เราต้องลืมเสียก่อนว่าเราเป็นลูกหลานของรัฐในอดีต เราจึงจะบูรณาการตัวเองกับชาติใหม่ได้, เราต้องลืมว่าเราเคยเป็นเจ๊ก ล่องเรือมาจากจีนช่วงปลายรัตนโกสินทร์ เราจึงเดือดร้อนกับการเสียกรุงศรีอยุธยาได้, ดังนั้น Ernst Renan จึงกล่าวว่า “การลืม” นี้เองคือปัจจัยสำคัญในการสร้างชาติ [2]

    ดังนั้น ในทางกลับกัน คนที่ไม่ยอมลืม/ลืมไม่ลง จึงถูกกล่าวหาและกลายเป็นคนแปลกแยกที่ไม่รักชาติ

    รายละเอียดที่น่าสนใจมากๆ อีกประการหนึ่งของงานชิ้นนี้ก็คือ ภาพพื้นหลังไม่เพียงถูกบังเท่านั้น แต่ตัวมันเองก็ “ลางเลือน” ไปด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเมื่อประวัติศาสตร์ถูกลืม หรือเมื่อมันถูกบิดเบือนเป็นเวลานานเพียงพอ ประวัติศาสตร์ฉบับจริงก็เริ่มสาปสูญไปจนไม่อาจจะจับต้นชนปลายได้อีก

    เอาหละ, เมื่อรัฐชาติเรียกร้องเราให้ลืมถึงเพียงนี้ บังคับเราถึงเพียงนี้ เราก็อาจจะพลาดลืมอดีตได้ ทว่า สำหรับภาพปัจจุบันหละ? ในวันที่นักศึกษา ประชาชน ถูกทุกคาม เรามองเห็นหรือไม่? หรือจริงๆ แล้วกระดาษลวดลายเหล่านี้ไม่ได้บดบังเพียงประวัติศาสตร์ แต่รวมถึงดวงตาของคนร่วมสมัยใหม่เอี่ยมอย่างพวกเราด้วย, น่าสงสัยจริงๆ

     


    [1] ดู Clip เพิ่มเติมได้เช่น https://www.youtube.com/watch?v=pyD8TkoiSx8 เป็นต้น

    [2] ดู http://www.polskawalczaca.com/library/What%20Is%20A%20Nation.pdf[/vc_column_text][vc_gallery type=”image_grid” images=”1004,1003,1002,1001,1000″ img_size=”medium”][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn – review

    [ Review ] Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn – review

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    โดย Por Pramsumran

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”975″ img_size=”full”][vc_column_text]ความรู้สึกแรกของฉันหลังก้าวตัวเข้ามาอยู่ในนิทรรศการคือ “เหมือนอยู่เมืองนอก

    หอศิลป์สีขาวถูกเปลี่ยนแปลงเป็นนู่นและเป็นนี่เหมือนถูกจับแต่งตัวใหม่ทุกครั้งที่มีนิทรรศการใหม่ สำหรับนิทรรศการนี้ หอศิลป์แต่งตัวเปรี้ยวและล้ำกว่าทุกครั้ง

    เหตุผลที่ฉันรู้สึกว่าเหมือนอยู่เมืองนอก เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกคุ้นเคยกับงานประเภท Media Art เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดแสดง media art แบบเต็มพื้นที่เช่นนี้ จึงเหมือนได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์และเรียนรู้วัฒนธรรมการสื่อสารของคนในดินแดนนั้น[/vc_column_text][vc_single_image image=”974″ img_size=”full”][vc_column_text]งานที่ฉันชอบที่สุดในนิทรรศการคืองาน ROCK | PAPER |SCISSORS (2015) เมื่อพูดถึงสิ่งของ มนุษย์มักจะใส่ความเป็นมนุษย์ให้สิ่งของกลายเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา แต่หากเราลองมองอีกมุมล่ะ ผ่านวีดีโอทั้งสามด้านของผนัง เราจะเห็นมนุษย์พยายามเป็นก้อนหิน กระดาษ และกรรไกร ปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์ลง

    ในขณะที่งานซึ่งตั้งคำถามว่าหากเทพปกรณัมไม่ใช่เพศเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีเพียงหญิงและชาย แต่เป็นเพศทางเลือกที่หลากหลายกว่านั้นล่ะ ? ลองฟังเทพเหล่านั้นพูดดูสิ น่าสนใจไม่น้อยเลย

    นอกเหนือจากนี้ คำที่ฉันหยิบจับเอาได้ผ่านการสื่อสารในดินแดนใหม่แห่งนี้ คือ “ความทรงจำลวงหลอก เติบโต แห้งเหี่ยว เพศและเพศสภาพ เทพปกรณัม ดับสลาย แตกสูญ ครอบครัว ตัวตน[/vc_column_text][vc_single_image image=”977″ img_size=”full”][vc_column_text]ผ่านภาพ การเคลื่อนไหว การเต้น การแสดง งานศิลปะพูดคุยกับเราด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ พูด แสดงออก และบอกบางอย่างกับเราโดยตรง ไม่ได้มีเพียงความเงียบสนิทอย่างเคย หากได้ใช้เวลาลองสนทนากับงานแต่ละชิ้น “Shifting Horizons” คือการยกขยายเส้นขอบฟ้าการรับรู้เรื่องศิลปะของผู้ชม- อย่างฉัน และคุณ

     

     

    Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn

    วันที่ : 25 มีนาคม – 10 กรกฎาคม 2559
    สถานที่: ห้องนิทรรรศการหลัก ชั้น 7 , หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] สนธยาคาราโอเกะ – review

    [ Review ] สนธยาคาราโอเกะ – review

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    โดย Por Pramsumran

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”972″ img_size=”full”][vc_row_inner][vc_column_inner width=”2/3″][vc_column_text]

    เคยไปร้านคาราโอเกะไหมคะ ?

    ฉันไม่เคยไปร้านคาราโอเกะ

    แต่ทุกครั้งที่ผ่านหน้าร้านซึ่งมักจะเป็นสีชมพูสดจากไฟนีออนก็อดมองอย่างสนใจไม่ได้ ฉันว่ามันสวยนะ สวยในแบบของมัน และสงสัยว่าข้างในนั้นจะเป็นยังไงนะ

     

    นิทรรศการภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวของ ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร พาฉัน ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสร้านคาราโอเกะได้เข้าไปสำรวจพื้นที่แห่งนี้ พื้นที่ที่ในคำอธิบายนิทรรศการบอกว่า “แฝงไปด้วยความเศร้า ความเปลี่ยวเหงาและเดียวดาย”

     

    ผ่านภาพถ่าย ฉันได้เห็นภาพร้านคาราโอเกะในโมงยามที่ทุกอย่างดูนิ่งเงียบ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ของหว่อง กา ไว ในแบบที่บาร์กลับกลายเป็นร้านคาราโอเกะริมถนน ชื่อของร้านถูกตั้งให้เป็นชื่อของแต่ละภาพ ชื่อที่ทำให้ฉันนึกถึงเด็กสาวและความเป็นไทยแบบท้องถิ่น ลูกทุ่ง สนุกสนาน ซื่อใส

     

    ผ่านภาพเคลื่อนไหว ฉันมองเห็นชีวิตในพื้นที่ใต้แสงนีออน มองเห็นสายตาที่จ้องนิ่งของคนในพื้นที่แห่งนั้น พวกเขามองมายังฉัน ผู้ชมซึ่งเป็นคนจากภายนอก/คุณลุงคนหนึ่งร้องเพลงลูกทุ่งที่มีเนื้อหาว่าถ้าลูกสาวได้ผู้ชายดีเป็นสามีจะได้อยู่สบาย/หญิงสาวร้านคาราโอเกะมองที่กล้อง เธอแค่มองอย่างนั้น ไม่พูดอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเธอได้บอกอะไรบางอย่าง[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner][vc_single_image image=”973″ img_size=”full”][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner width=”2/3″][vc_column_text]ซีนที่ฉันประทับใจที่สุด คือ ทุกคนในร้านสงบนิ่ง ไม่ร้องแม้ว่าจะได้ยินจนน่าจะร้องได้ ไม่สนใจ ไม่รู้สึก จอคาราโอเกะแสดงภาพเพลงเพลงหนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพลงที่เราต้องหยุดกิจกรรมทุกเช้าและเย็นเพื่อยืนเฉยๆ จนกว่าเพลงจะจบ แต่เมื่อฉันจ้องไปที่จอเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ด้านหลัง…

    บางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วในที่แห่งนั้น และที่ซึ่งใหญ่กว่านั้น

     

    นิทรรศการ: สนธยาคาราโอเกะ
    ศิลปิน: ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร

    จัดแสดงวันที่ : 02 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2559
    สถานที่: People’s Gallery P1, ชั้น 2, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    [/vc_column_text][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/3″][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_column][/vc_row]