Category: Artwork

  • [ Review ] Occasionally Utiliity

    By Pacharac

    โม จิรชัยสกุล หนึ่งในสามศิลปินที่มีผลงานศิลปะจัดแสดงในนิทรรศการ Occasionally Utiliity ที่จัดแสดง ณ Gallery Ver ผลงานของเขานำเอาวัตถุสามัญในชีวิตประจำวันที่สามารถหาได้ทั่วไปกับวัตถุอันตรายที่ไม่มีใครแม้แต่อยากจะสัมผัสมารวมกันให้เกิดชิ้นงาน

    ชิ้นงานที่ว่าเป็นแก้ว double wall แบบใส ภายในระหว่างชั้นของแก้วน้ำมีสารปรอทบรรจุอยู่ แก้วลักษณะดังกล่าวมีด้วยกัน 4-5 ใบ วางบนถาดรองแก้วซึ่งตั้งบนตู้เย็นอีกที ตู้เย็นนั้นเสียบปลั๊กทำงานปกติพร้อมใช้งาน ด้านหน้าบานเปิดตู้เย็นมีกระดาษข้อความสีเหลือง ตัวอักษรสีดำเขียนว่า “น้ำดื่มฟรี กรุณาใช้ภาชนะที่จัดเตรียมไว้ *ภาชนะมีส่วนผสมของปรอท กรุณาใช้ด้วยความระมัดระวัง ผลงานชิ้นนี้จัดวางภายในห้องจัดแสดงที่ถูกทำให้มีลักษณะเป็นเหมือนห้อง ๆ หนึ่งภายในบ้านปกติทั่วไป แต่เป็นไปแบบที่ยังตกแต่งไม่เรียบร้อย

    งานชิ้นนี้คงไม่มีจุดน่าสนใจอะไรมากถ้ามันถูกปลี่ยนเป็นปรอทวัดอุณหภูมิ หรืออาจจะเป็นปรอทที่บรรจุลงในแก้วแบบเดิมแต่ย้ายสถานที่ไปตั้งบนแท่นวางผลงานศิลปะ เอาไปตั้งที่พื้น บนเกาอี้ หรือห้อยลงมาจากเพดานโดยไม่มีข้อความดังที่กล่าวไปกำกับไว้ อย่างมากถ้าไม่มีป้ายห้ามจับชิ้นงาน ผู้ชมคงแค่หยิบมันพลิกดูไปมาสองสามทีแล้วก็วาง แต่การเลือกจัดวางชิ้นงานของโมที่มีข้อความประกอบ เป็นเหมือนตัวบังคับที่ทำให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับงาน ทั้งที่ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าสารปรอทนั้นมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ถึงแม้ไม่รู้มาก่อนแต่ด้วยข้อความที่ระบุอย่างชัดเจนน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความกล้า ๆ กลัว ๆ กับการเข้าไปมีส่วนร่วม ข้อความแสดงความเชื้อเชิญและแสดงความมไม่เป็นมิตรอยู่ในที หลังจากเห็นข้อความบางคนอาจเลือกไม่จับมันเลย บางคนเลือกหยิบขึ้นมาพลิกดูไปมาแล้ววางลงไปทีเดียว แต่ก็มีคนอีกส่วนที่ทำตามคำแนะนำจากกระดาษข้อความนั้น คือหยิบแก้วมากดน้ำแล้วดื่ม ความอยากรู้อยากลองกอปรกับความรู้สึก(ดี)จากการได้รับเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วม ร่วมทำการละเมิดคำเตือน ได้มีอิสระในการจับต้องชิ้นงาน ถึงน่ากลัวแค่ไหนแต่ความใคร่รู้ที่แฝงอยู่ลึก ๆ ภายใต้จิตใจของมนุษย์ก็เป็นตัวผลักดันให้เลือกทำ

    โมเล่าให้เราฟังว่าจริง ๆ แล้วเขาคิดที่จะทำงานชิ้นนี้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ติดตรงที่สารปรอทที่เขาต้องการนำมาใช้ในงานเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลธรรมดาทั่วไปจะมีสิทธิถือครอง วัตถุอันตรายนี้ผู้ใดมีในครอบครองถือว่าผิดกฎหมาย เป็นการละเมิดกฏอย่างร้ายแรง แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อโมกลับมาทำงานชิ้นนี้ในบ้านเกิด การเข้าถึงวัตถุอันตรายไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป ตามที่เขาเล่าว่าเขาไปตามซื้อสารปรอท ณ ที่แห่งหนึ่ง ผู้ขายพูดกับเขาว่า “อันตรายนะ เอากี่โลละ” ประโยคคำเตือนที่มีคำเชื้อเชิญในตัว ดูขัดแย้งแต่กลับกลายเป็นเรื่องน่าสนุกไม่น้อยกับการสร้างงานศิลปะในประเทศที่มาตรฐานความเจริญไม่เป็นตามที่ควรจะเป็นเท่าไหร่นัก

    เรื่องที่โมสามารถหาซื้อสารปรอทได้ในประเทศนี้ กับการที่โมเอาสารปรอทนี้มาสร้างงานบวกด้วยข้อความปะติดหน้าบานเปิดตู้เย็น เป็นเหมือนการสื่อถึงเรื่องการถูกกดให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับบางอย่างและความรู้สึกดีเมื่อได้เป็นอิสระด้วยการละเมิดกฎต่าง ๆ เหล่านั้น เช่นเดียวกับ Erwin Wurm ที่เคยจัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ (BACC) ชั้น 9 ที่ศิลปินนำผลงานที่ไม่ใช่ศิลปะวัตถุแบบปกติทั่วไปมาแสดงโดยผู้ชมสามารถเข้าไปทำอะไรก็ได้กับวัตถุนั้นตามคำสั่ง One minute sculptures เมื่อต้องเข้าไปชมงานศิลปะเรามักคุ้นชินกับการถูกห้ามให้จับต้องผลงานศิลปะนั้น ๆ ครั้งนี้ต่างออกไปคือผู้ชมมีสิทธิ์เต็มที่ในการเข้าไปกระทำกับวัตถุนั้นได้เต็มที่ แต่มีเวลาเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น จึงทำให้เราคิดไปเองว่าเรามีอิสระแล้วกับการได้มีโอกาสละเมิดในข้อห้ามที่เราเคยถูกห้ามมาก่อน แต่แท้จริงแล้วเราก็ตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับอยู่ดี ไม่ใช่จากตัวสถาบันรับรองงาน แฝงอยู่ในคำสั่งของศิลปิน

    กลายเป็นว่าวัตถุที่ใช้เป็นชิ้นงานศิลปะไม่ใช่หลักใหญ่ใจความสำคัญเท่ากับการได้เฝ้าสังเกตุปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างผลงานกับผู้ชม ความแปรเปลี่ยนและความเลื่อนไหลของคำจำกัดความศิลปะในศิลปะร่วมสมัยนั้นไม่หยุดอยู่ที่การเน้นที่ตัววัตถุอีกต่อไป การเล่นกับความคิดต่างหากที่กลายเป็นส่วนสำคัญ แก้วน้ำก็คือแก้วน้ำ วางไว้ในบ้านก็อาจเป็นแค่ภาชนะใส่น้ำดื่ม พอศิลปินหยิบแก้วน้ำมาดัดแปลง หรือแค่บิดเบือนความเป็นแก้วน้ำด้วยการเอามาวางภายในกรอบของสถาบันศิลปะ ผู้ชมอย่างเราก็กลายเป็นว่าถูกบังคับให้ต้องคิดหาความหมายของแก้วน้ำนั้นด้วยตัวเราเองว่ามันยังเป็นแก้วน้ำที่มีหน้าที่การใช้งานเช่นเดิมอยู่หรือไม่

     

  • [ Review ] Another World

    โดย นายนิธิวัฒน์ อนุวัฒน์

    เทคนิค : Photographic print and water in acrylic box

    จินตนาการที่ผู้เขียนมีให้กับผลงานชิ้นนี้คือควัน ควันที่ล่องลองอยู่ในอากาศแต่ถูกจับให้มาอยู่ในน้้าซึ่ง เป็นที่ที่เป็นไปไม่ได้ส้าหรับควันที่จะพลิ้วไหวตัวเองอยู่ในน้้า ภาพสื่อความหมายของชื่องานได้สมบูรณ์ในแบบ ของตัวมันเอง ความหม่นหมองของภาพไม่ได้ท้าให้ภาพดูน่ากลัวแต่กลับท้าให้ดูน่าค้นหา ขณะชมภาพรู้สึกว่า อยากเข้าไปอยู่ตรงนั้นอยากจะรับรู้ว่าบรรยากาศในภาพตรงนั้นเป็นอย่างไร

    เทคนิคการสร้างผลงานคือการพิมพ์ภาพจากเครื่องปริ้นท์และน้าไปใส่ลงในน้้า เป็นเทคนิคที่ใหม่มาก ส้าหรับผู้เขียนและได้พบเห็นครั้งแรกจากการชมนิทรรศการในครั้งนี้ สีสันของผลงานเป็นสีโทนหม่นหรือเป็นสี แบบที่พบได้ในภาพถ่ายจากฟิล์ม สิ่งที่ปรากฏในภาพเหมือนกับเป็นภาพกลุ่มควันที่อยู่ในสระว่ายน้้าในความ เป็นจริงอาจจะเป็นภาพถ่ายอะไรบางอย่างที่เบลอๆ แต่ในความรู้สึกที่มองอยากให้รู้สึกว่าเป็นกลุ่มควันมากกว่า

    โลกอื่นคือคอนเซ็ปต์ของผลงานชิ้นนี้ เมื่อกล่าวถึงกลุ่มควัน เราอาจจะนึกถึงควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากการเผาสิ่งของ หรือแม้กระทั่งตะวันจากบุหรี่ ควันเหล่านี้เป็นควันที่มองเห็นได้ ล่องลอย ไร้ชีวิตชีวาใน สายตาผู้คน และถูกมองข้ามไป ในขณะเดียวกันกลุ่มควันที่ล่องลอยไปก็ดูมีอิสระ มีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องสนใจ ว่าใครจะท้าอย่างไรกับมนั และในที่สิ่งควันก็จะหายไปในอากาศเอง

    โลกอื่นกับการเปรียบถึงกลุ่มควันก็คือโลกที่ตัวเราต้องการมีตัวตน โลกที่เราสร้างขึ้นมาเองเพื่อให้เรา ได้เป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกับควันที่ล่องลอยไปไม่สนใจใคร เราอาจสร้างโลกนั้นขึ้นมาไม่ว่าจะด้วยวิธีทางใด เพื่อให้เราได้มีความมั่นใจ ได้อยู่กับตัวเองและคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ได้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใคร เข้ามาท้าอะไรเราได้ เช่นเดียวกับตัวผู้เขียนที่มีการสร้างโลกส่วนตัวด้วยควันจากบุหรี่ เรารู้เราเข้าใจว่ามันไม่ดี อย่างไรแต่ควันบุหรี่ที่ออกมาท้าให้มีพื้นที่ส่วนตัวได้นั่งทบทวนความคิดต่างๆไปพร้อมกับการจ้องมองควันบุหรี่ ตั้งแต่ยังชัดเจนและจางหายไป

    กลุ่มควันที่เรามองเห็นว่าเป็นเรื่องแย่ๆ เป็นมลภาวะ ในบางครั้งก็อาจสอนหลักชีวิตหลายๆอย่างให้เรา กับเรา เช่น การเข้าใจว่าไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอน ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องจางหายไปเช่นเดียวกับควัน ไม่ว่าจะมี
    เขม่าควันกระพือลมหนาแน่นแค่ไหนก็ต้องจางไปอยู่ดี และนั่นคือความรู้สึกจากการมองภาพนี้ ท้าให้รู้สึกว่า การที่เรามัวแต่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปท้าให้ชีวิตเราขาดอิสระ เราต้องอิสระต่างๆมากกว่าหรือเปล่า ในชีวิต อิสระที่จะได้ท้าอะไรตามใจตัวเอง อิสระที่ไม่จ้าเป็นต้องใส่ใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป อิสระที่จะ ล่องลอยไปไหนก็ได้แบบควันไฟ

    ส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบผลงานชินนี้มากเพราะมองแล้วเรารู้สึกถึงอะไรบางอย่างในภาพอย่างที่กล่าวไป ข้างต้น ภาพไม่ได้สื่ออะไรออกมามากมายในการมองครั้งแรกแต่จะสื่อออกมาเมื่อเราใช้เวลามองภาพนานขึ้น และท้าให้เรารู้สึกถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ในภาพ ผลงานของศิลปินชิ้นนี้มีความดึงดูดผู้คนให้มองดูนานๆเพื่อพยายาม หาว่ามันเป็นไปได้ยังไงท้าไมภาพอยู่ในน้้าแล้วไม่จางไป แต่กลับกันเมื่อมองดูภาพนานๆท้าให้เราเข้าใจถึงอะไร หลายๆอย่างเหมือนเป็นการสร้างโลกอีกโลกหนึ่งให้กับตัวเองอย่างที่ศิลปินได้ตั้งชื่อผลงานไว้ว่า “Another World”

     

  • ทัศนัย – นัยยะของการมอง ประวัติศาสตร์และการถูกบังคับให้ลืม

    ทัศนัย – นัยยะของการมอง ประวัติศาสตร์และการถูกบังคับให้ลืม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ[/vc_column_text][vc_column_text]Thasnai1

    เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ใหม่เอี่ยม (Maiiam)” ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานจัดแสดงผลงานของศิลปินผู้มีชื่อเสียงจำนวนมาก หนึ่งในผลงานที่ผมสนใจได้แก่งานของ อาจารย์ทัศนัย เศรษฐเสรี งานชิ้นนี้เป็นคอลลาจ และ ภาพถ่ายพิมพ์ดิจิทัลบนไวนิล ขนาด 175 X 200 เซนติเมตร

    โดยภาพรวมแล้ว ผลงานชิ้นนี้มีองค์ประกอบสำคัญสองส่วน ส่วนแรก ได้แก่ ภาพพื้นหลังสีเทา ซึ่งดูไม่ออกว่าคือภาพอะไร และ ส่วนที่สอง เป็นกระดาษสีสันสดใส อาทิ เขียว ชมพู เหลือง น้ำตาล ตัดเป็นลวดลายและแปะทับ/บดบังพื้นหลังสีเทาจนเกือบหมด เว้นไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น

    เราจะ “อ่าน” องค์ประกอบทั้งสองส่วนของงานชิ้นนี้อย่างไรดี? ผมเสนอว่า เราน่าจะเริ่มจากภาพพื้นหลังก่อนเป็นอันดับแรก หลังการสำรวจเบื้องต้น ผมมั่นใจว่าภาพพิมพ์ดิจิทัลข้างหลังนั้นคือภาพความรุนแรงทางการเมืองไทย ระหว่าง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519

    ตัวภาพต้นฉบับเป็นฉากทหาร 4 คน ถืออาวุธปืน กำลังฉุดลากนักศึกษาที่ไม่มีอาวุธ ทว่า ภาพนี้ก็ไม่สามารถเห็นได้เพราะถูกปิดบังอยู่ นัยนี้ พื้นหลังสีเทาจึงเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ที่ถูก “ทำให้” ลืมเลือนนั่นเอง และเพราะฉะนั้น ชื่อผลงานชิ้นนี้ของอาจารย์ทัศนัยจึงเป็น “ไม่มีชื่อ – untitled” เพราะเราไม่อาจจะตั้งชื่อให้กับสิ่งที่ถูกลืม สาบสูญไปแล้ว

    คำถามต่อมาคือ กลไกใดที่ทำให้เราลืม? การจะตอบคำถามนี้ได้นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบส่วนที่สอง

    ได้แก่ กระดาษที่บดบังภาพความรุนแรงทางการเมืองอยู่ ซึ่งแม้จะดูเผินๆ แล้วเหมือนกัน ทว่า แท้ที่จริงแล้วกลับมีวัสดุสองชนิดซึ่งความหมายแตกต่างกัน วัสดุชนิดแรกคือกระดาษสีสดใสที่ตัดเป็นลวดลาย ซึ่งมักจะใช้ในงานประเพณีต่างๆ ของสังคมไทย[1]

    ในขณะที่วัสดุชนิดที่สอง คือกระดาษหนังสือเก่า Lignin ในเนื้อกระดาษทำปฏิกิริยากับอากาศจนเป็นสีเหลือง เนื้อหาในกระดาษ กล่าวถึง เผด็จการทหาร และ มาตรการที่รัฐใช้เพื่อทำลายขบวนการนักศึกษาสมัย 6 ตุลาคม 2519 การเลือกเนื้อหาส่วนนี้ของหนังสือมาประกอบผลงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแรงปฏิกิริยาต่อรัฐบาลทหารปี 2557 เป็นต้นมา

    นัยนี้ วัสดุทั้งสอง จึงสะท้อนถึงกลไกที่ทำให้เราลืมความรุนแรงในประวัติศาสตร์ ได้แก่ การอ้างกลับไปหาแต่ประเพณีอันดีงาม และการศึกษา/ตำราที่บิดเบือนหรือปกปิดเนื้อหาบางตอนนั่นเอง กลไกเหล่านี้แยกไม่ออกกับการสร้างชาติ และ ชาตินิยม (Nationalization and Nationalism) เพราะชาติเรียกร้องให้เราลืมตลอดเวลา

    เราต้องลืมเสียก่อนว่าเราเป็นลูกหลานของรัฐในอดีต เราจึงจะบูรณาการตัวเองกับชาติใหม่ได้, เราต้องลืมว่าเราเคยเป็นเจ๊ก ล่องเรือมาจากจีนช่วงปลายรัตนโกสินทร์ เราจึงเดือดร้อนกับการเสียกรุงศรีอยุธยาได้, ดังนั้น Ernst Renan จึงกล่าวว่า “การลืม” นี้เองคือปัจจัยสำคัญในการสร้างชาติ [2]

    ดังนั้น ในทางกลับกัน คนที่ไม่ยอมลืม/ลืมไม่ลง จึงถูกกล่าวหาและกลายเป็นคนแปลกแยกที่ไม่รักชาติ

    รายละเอียดที่น่าสนใจมากๆ อีกประการหนึ่งของงานชิ้นนี้ก็คือ ภาพพื้นหลังไม่เพียงถูกบังเท่านั้น แต่ตัวมันเองก็ “ลางเลือน” ไปด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเมื่อประวัติศาสตร์ถูกลืม หรือเมื่อมันถูกบิดเบือนเป็นเวลานานเพียงพอ ประวัติศาสตร์ฉบับจริงก็เริ่มสาปสูญไปจนไม่อาจจะจับต้นชนปลายได้อีก

    เอาหละ, เมื่อรัฐชาติเรียกร้องเราให้ลืมถึงเพียงนี้ บังคับเราถึงเพียงนี้ เราก็อาจจะพลาดลืมอดีตได้ ทว่า สำหรับภาพปัจจุบันหละ? ในวันที่นักศึกษา ประชาชน ถูกทุกคาม เรามองเห็นหรือไม่? หรือจริงๆ แล้วกระดาษลวดลายเหล่านี้ไม่ได้บดบังเพียงประวัติศาสตร์ แต่รวมถึงดวงตาของคนร่วมสมัยใหม่เอี่ยมอย่างพวกเราด้วย, น่าสงสัยจริงๆ

     


    [1] ดู Clip เพิ่มเติมได้เช่น https://www.youtube.com/watch?v=pyD8TkoiSx8 เป็นต้น

    [2] ดู http://www.polskawalczaca.com/library/What%20Is%20A%20Nation.pdf[/vc_column_text][vc_gallery type=”image_grid” images=”1004,1003,1002,1001,1000″ img_size=”medium”][/vc_column][/vc_row]