Category: 2018

  • [Article] “พื้นที่เล็กๆ ใต้วงแขนของผู้หญิงบอกเล่าอะไรได้บ้าง?” ผู้เขียน วรพร พงษ์สามารถ

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    บทความวิเคราะห์ผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’

    ศิลปิน สุทธิศักดิ์ ภูธรารักษ์

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”2520″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]ผลงานศิลปะที่ดึงดูดสายตาด้วยอาการของผู้หญิงที่กำลังโพสท่าในลักษณะที่เห็นได้ตามสื่อโฆษนาผลิตภัณฑ์ใต้วงแขน โดยค่อนไปในลักษณะที่เกินจริง (Exaggeration) เพื่อล้อเลียน โดยชูแขนหักศอกอย่างผิดธรรมชาติเพื่ออวดบริเวณใต้วงแขน ทว่าใต้วงแขนนั้นกลับไม่ได้มีลักษณะที่ขาว เรียบเนียน ไร้ขนปกคลุมอย่างที่ผู้หญิงซึ่งปรากฏอยู่ตามสื่อโฆษนาเป็น ตรงกันข้ามศิลปินกลับใช้ขนที่ยาวเสียจนสร้างความสะพรึงให้กับผู้พบเห็น รายละเอียดในชิ้นงานนอกเหนือไปจากความเกินจริงที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว ยังนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านรูปแบบของศิลปะล้านนา เห็นได้จากการปั้นแต่งเครื่องหน้า ขณะที่การประดับเครื่องแต่งกายด้วยเทคนิค ‘งานกระจกสี’ (Stained glass) ที่เริ่มก้าวมาอยู่ในฐานะงานศิลปะประเภทหนึ่งอย่างเต็มตัวในยุคกลาง และโดดเด่นในศิลปะกอธิคนั้นเป็นลักธิทางศิลปะที่ให้ความรู้สึกโศกเศร้า มืดมน

    รอยยิ้มไร้เดียงสาของผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’ ขณะที่กำลังแสดงอาการที่เกินจริงเกินงาม และมีเรือนร่างที่ชักชวนให้ผู้ชมงานมาล้อเลียน อารมณ์ขันของศิลปิน และความสนุกสนานของผู้ชมงานกลับกลายเป็นตลกร้าย หากวิเคราะห์ย้อนรอยกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่น่าขำขันเอาเสียเลย

     

    คำว่า ความงาม’ กับ ‘ใต้วงแขน’ ของสตรีเพศ

     

                การถอดรื้อความหมายของงานศิลปะแต่ละชิ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความหมายที่แปรผันตามประสบการณ์ของผู้ชม มุมมองที่เปลี่ยนไปของผู้ชมเปลี่ยนความหมายของงานศิลปะชิ้นหนึ่งได้ราวกับเปลี่ยนคนแปลกแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จักภายในพริบตา ศิลปินอาจบอกเล่าถึงความคิดของตนอยู่ไม่กี่มากน้อยผ่านผลงาน หรือแม้แต่กระทั่งไม่ต้องการบอกอะไรเลย

    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าศิลปินได้ทิ้งคำใบ้ที่ค่อนข้างชัดเจนเอาไว้ และให้ความสนใจกับคำว่า ‘ความงาม’ ที่ปรากฏในชื่องาน ‘ความงามใต้วงแขน’ เป็นพิเศษ จึงเริ่มต้นถอดรหัสโดยดึงเอาคำว่า ‘งาม’ มาเปรียบเทียบกับภาพผลงานที่ปรากฏอยู่ สิ่งที่โดดเด่นบนผลงานนี้คือ ขนรักแร้ที่ยาวเกินจริง และเห็นได้โจ่งแจ้งจากท่าทางที่จงใจขับเน้นให้ต้องมองบริเวณใต้วงแขนก่อนที่จะให้ความสนใจกับใบหน้าเสียอีก

    หากนำเอาค่านิยมผู้หญิงไทยในปัจจุบันมาใช้เป็นเกณฑ์วัดหญิงสาวที่ชื่อ ‘ความงามใต้วงแขน’ คงต้องให้ความเห็นอย่างน่าเสียใจว่าหญิงสาวคนนี้ ‘ขี้เหร่’ เหลือเกิน อย่างไรก็ตาม ศิลปินก็ได้ยืนยันอย่างแข็งขันเอาไว้ดังที่ปรากฏในชื่องานว่า ‘งาม’ แต่กลับจงใจสร้างรูปแทนในลักษณะที่บิดเบือนจากความจริง (Misrepresention) ซึ่งแตกต่างกับการสร้างภาพแทน (Represention) เพื่อผลิตซ้ำมายาคติให้สังคม ผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’จึงถูกแสดงออกในรูปแบบที่สวนทางกับค่านิยมความงามตามยุคสมัย โดยมีใบหน้าไปจนถึงใต้วงแขนที่ดำสนิท ผิวขรุขระ ใบหน้าไม่เป็นรูปไข่ หุ่นไม่เพรียวลม ซึ่งลักษณะของหญิงสาวที่ปรากฏในผลงานศิลปะดังที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของผู้หญิงใบแบบที่สื่อต่างๆ เลือกมาใช้เป็นตัวแทนของผู้หญิงสวย

    การใช้ภาพแทน หรือรูปแทน (Representation) เพื่อแสดงถึงอุดมคติต่อเพศหญิงผ่านสื่อในรูปแบบของงานศิลปะ มีมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 16 โดยฝีมือของศิลปินซึ่งล้วนแต่เป็นเพศชาย โดยสะท้อนให้เห็นถึงผู้หญิงตามค่านิยมความงามในแต่ละยุคสมัยมากกว่าจะนำเสนอ ‘ผู้หญิงจริง’ หรือบิดเบือน ‘ผู้หญิงจริง’ เพื่อให้อยู่ใต้กรอบที่มีบรรทัดฐานความงามเพียงแบบเดียว ขณะที่ผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’ กลับนำเอาลักษณะที่สวนทางกับค่านิยมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรักแร้ของผู้หญิง ที่มีเกณฑ์วัดตายตัวยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตา ดังจะเห็นได้ตามสื่อและ เวทีประกวด ว่าต้องเรียบเนียน ขาว ไร้ขนปกคลุม ขณะที่ศิลปินเลือกจะปั้นแต่งผู้หญิงที่กำลังอวดขนรักแร้ และบอกว่านี่เป็นรักแร้ที่สวย

    หากใช้เหตุผลตามหลัก การคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection) มาอธิบาย อาจจะกล่าวได้ว่าการที่ผู้ชายจะมองว่าผู้หญิงผิวดำ หยาบกร้าน ขนดกว่าสวยนั้นเป็นเรื่องฝันเฟื่อง สีแดงบนริมฝีปากของผู้หญิง หน้าอกงาม ผิวพรรณนวลเนียน ล้วนแต่มีเหตุผลตามหลักการคัดเลือกทางเพศเพื่อให้ดึงดูดเพศตรงข้าม ทว่ากระบวนการศิลปะกลับมีพลังอำนาจขนาดที่จะทำให้สิ่งเคยขี้เหร่กลับดูสวยงามขึ้นมาได้ แม้ว่าความขี้เหร่ตามค่านิยมนั้นจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ ที่ปราศจากการประดิษฐ์ และปรุงแต่งก็ตาม

    เหตุใดศิลปินจึงเลือกที่จะนำอำนาจของศิลปะมาใช้ในลักษณะนี้?

     

    ศิลปะกับการต่อสู้เพื่ออำนาจแห่งเสรีภาพ

     

    เมื่อศิลปะในฐานะเครื่องมือของรัฐและชนชั้นสูง เริ่มคืนกลับมาเป็นเรื่องของกระฎุมพี ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ไม่เพียงแต่ถูกจำกัดให้เป็นแค่ของชนชั้นสูงอีกต่อไป แต่ศิลปะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเสรีภาพจะมีได้

    นับตั้งแต่หลังยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เป็นต้นมา การเคลื่อนออกจากศิลปะยุคคลาสสิค (Classic Art) มาจนถึงศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) รูปแบบที่เปลี่ยนไปแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และ เสรีภาพของศิลปินที่ได้รับมากขึ้น จากศิลปะแบบดั้งเดิมที่เคยรับใช้รัฐโดยทำหน้าที่ในฐานะศิลปะที่นำเสนอภาพแทน (Representational Art) หรือแม้แต่เป็นศิลปะที่ใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda Art) ทั้งในทางการเมือง และศาสนา ซึ่งศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) คือความก้าวหน้าของโลกศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากการเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ศิลปะรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากการที่ศิลปินได้มีความนึกคิดเป็นอิสระปลอดจากอำนาจนำ เมื่อศิลปินมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ วิถีของศิลปะจึงเปลี่ยนแปลงไปจากวีถีเดิมๆ และได้รับโอกาสในการขับเคลื่อนความคิดในสังคม

    ศิลปะเรียลลิสม์ (Realism) หรือ ศิลปะสัจนิยม เป็นลักธิศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ศิลปินได้แสดงออกถึงความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงออกมามากกว่าจะถ่ายทอดอุดมอคติภายใต้กรอบคิดศาสนาศิลปะเรียลลิสม์ จึงถือเป็นทางแยกออกมาศิลปะเดิมๆ ที่มีสถานะเป็นแค่เครื่องมือรับใช้ทางการเมืองและศาสนา และกล้าที่จะนำเสนอภาพความจริงที่ไม่ได้มีแต่เรื่องสวยงามอีกต่อไป การพยายามนำเสนอขนบริเวณใต้วงแขนของผู้หญิงใน ‘ความงามใต้วงแขน’เป็นความพยายามที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ แม้ว่าจะขัดกับมายาคติในสังคมเฉกเช่นเดียวกับที่ศิลปินลักธิเรียลลิสม์เคยพยายามต่อสู้มา นอกจากนี้รูปแบบของ ‘ความงามใต้วงแขน’ ยังมีความใกล้เคียงกับศิลปะเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) หรือศิลปะลักธิแสดงพลังอารมณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงภาวะที่ไม่ยึดติดกับความเป็นจริง การเคลื่อนไหวรุนแรงตามสัญชาติญาณ เห็นได้จากสัดส่วน การใช้สี และท่าทางที่ขัดแย้งจากหลัก Academic แต่เป็นไปเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์จากจิตใต้สำนึก

    ทั้งนี้การอ้างถึงศิลปะสมัยใหม่ประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นลักธิทางศิลปะตะวันตกนั้น เป็นเพียงการเขียนให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและบทบาทของศิลปะมากกว่าจะเป็นการพยายามจัดหมวดหมู่ให้กับ ‘ความงามใต้วงแขน’ ซึ่งหากให้วิเคราะห์ในด้านของรูปแบบ ควรจะเทียบกับศิลปะตะวันออกมากกว่า

    นอกจากนี้ ‘ความงามใต้วงแขน’ ยังมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับป๊อปอาร์ต (Pop Art) ลักธิทางศิลปะในช่วงท้ายๆ ของศิลปะสมัยใหม่ (Modern art) ซึ่งศิลปะป๊อปอาร์ตได้เกิดขึ้นมาพร้อมกระแสต่อต้านความเป็นบริโภคนิยม (Consumerism) ศิลปะป๊อปอาร์ตที่รับอิทธิพลทางความคิดจากศิลปะเชิงความคิด (Conceptual Art) นั้นเป็นศิลปะที่มีพลังในการเปลี่ยนสิ่งของธรรมดาให้เป็นสิ่งพิเศษ เปลี่ยนสิ่งที่ไม่งามให้งามได้

    ‘ความงามใต้วงแขน’ เองก็มีความคิดที่ต่อต้านความเป็นบริโภคนิยมเช่นเดียวกัน ในเมื่อความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้อธิบายถึงเหตุผลที่สากลโลกมีกฏเกณฑ์ทางความงามของผู้หญิงร่วมกันว่าด้วยหลักการคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection)

    เหตุใดศิลปินจึงยืนยันจะนำพลังอำนาจของศิลปะมาเปลี่ยนให้ผู้หญิงที่ขี้เหร่(จากทัศนะของสังคม)มาเป็นผู้หญิงที่สวย(จากทัศนะส่วนตัว)?

     

    ความงามใต้วงแขนกับ Individualism

    และ ความหลากหลายของมนุษย์

     

    ความพยายามของศิลปินที่ดึงดันจะนำเสนอลักษณะอันไม่พึงประสงค์ของผู้หญิง(ตามค่านิยม)โดยใช้กลไกของศิลปะมาเปลี่ยนความไม่งามให้กลายมาเป็นความงาม เป็นเพียงสรุปความแบบหยาบๆ ในด้านเดียว เนื่องจากในธรรมชาติแท้แล้วไม่มีทั้งถูกหรือผิด ไม่มีทั้งงามหรือไม่งาม ธรรมชาติเพียงเป็นไปอย่างนั้นเอง ซึ่งหากตัดเรื่องค่านิยมความงามของผู้หญิงอันเป็นจริตเฉพาะมนุษย์ออกไป ขนรักแร้ก็คือธรรมชาติดั้งเดิม ส่วนความงามของรักแร้ที่เรียบเนียนไร้ขนก็เป็นเพียงผลผลิตอย่างหนึ่งของวาทกรรม (Discourse)

    การคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection) เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่แตกต่างจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural selection) ลักษณะที่เพศผู้ส่วนใหญ่ชื่นชอบ เป็นลักษณะที่ทำให้เพศเมียถูกเลือก และลักษณะนั้นจึงจะได้รับการส่งต่อไปยังลูกหลาน ในทางกลับกันลักษณะของเพศผู้ที่เพศเมียส่วนใหญ่ชื่นชอบก็จะเป็นลักษณะที่มีโอกาสได้ส่งต่อไปเช่นเดียวกัน ซึ่งผลจากการคัดเลือกทางเพศเป็นได้แค่ข้อสรุปถึงคุณลักษณะที่หลงเหลืออยู่เยอะที่สุด ทว่ากรอบคิดแบบปัจเจกชนนิยม (Individualism) กลับมองว่าความงาม และไม่งามนั้นควรเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล (Individual) ซึ่งศิลปินในฐานะปัจเจกบุคคลได้พยายามส่งสารออกมาว่า ‘ไม่มีอะไรที่ไม่งามในความเป็นธรรมชาติแท้’

    ตัวตนของศิลปินมีความเป็นปัจเจกชนนิยม (Individualism) ค่อนข้างสูง ซึ่งปัจเจกชนนิยม (Individualism) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเป็นชุมชนนิยม (Collectivism) เดิมปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดตะวันตกนั้นมีมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ ในต้นศตวรรษที่ 16 ขณะที่ปัจเจกชนนิยมใหม่ (New Indivudualism) เป็นแนวคิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นช่วงศตวรรษที่ 18 พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตย

    “สำนึกเชิงปัจเจกชนนิยมใหม่จะเป็นสำนึกที่เน้นความเป็นปัจเจกของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมโดยที่จะไม่ผูกพันกับระบบคุณค่าใดๆ ของสังคม ซึ่งเป็นสำนึกส่วนตัวที่แยกออกจากสรรพสิ่ง (Individualism as isolated privatism) กรอบการคิดและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจะหมกมุ่นอยู่กับตัวตนของตนเอง และพร้อมที่จะจัดการทุกอย่างรอบตัวเพื่อตอบสนองหรือเติมเต็มความเป็นตัวเอง (Self-realization and Self- fulfillment)” อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, 2560

    ความคิดแบบปัจเจกชนนิยมที่เชื่อว่าทุกคนมีความงามเป็นเรื่องเฉพาะของตัวเอง ได้ต่อสู้กับความคิดแบบชุมชนนิยมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่กำหนดร่วมกัน

    อีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สถานภาพของเพศหญิงได้ คือทฤษฎี Hegemony (การครองอำนาจนำ) ของกรัมชี่ (Antonio Gramsci) ,1891-1937 นักทฤษฎีการเมืองชาวอิตาลีสายมาร์กซิสม์ ซึ่งอธิบายถึงภาวะการครอบงำทางความคิดและจิตใจโดยผู้มีอำนาจ โดยหากมองสถานะของผู้หญิงผ่านผลงาน ‘ความงามใต้วงแขน’ และจัดให้เป็นผู้มีสถานะรอง (Subaltern) กลุ่มหนึ่งที่ถูกจัดระเบียบทางเพศเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการปกครองโดยชนชั้นปกครอง และเพศชาย(ในกรณีที่จัดว่าเป็นเพศที่มีสถานะสูงกว่าเพศหญิง)

    กฎเกณฑ์ความงามของเพศหญิงที่วางมาตรฐานโดยเพศชายเป็นสิ่งที่ถูกทอนอำนาจลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เพศหญิงไม่ได้เป็นผู้มีสถานะรอง (Subaltern) อีกต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการต่อสู้ของกลุ่มเฟมินิสต์ และความเบ่งบานของอำนาจประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ถึงกระนั้นค่านิยมเรื่องรักแร้เรียบเนียนของผู้หญิงกลับไม่เจือจางลงแม้ในสังคมร่วมสมัย

    ทั้งนี้เป็นเพียงการกล่าวถึงสถานะของเพศหญิงแบบรวมๆ ในระดับสากลถึงสถานภาพของเพศหญิงที่ถูกกดทับด้วยมาตรฐานความงามโดยเพศชาย อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมอุษาคเนย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมล้านนานั้น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมาก แม้จะถูกอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากฝั่งตะวันตกเข้ามาครอบทับในภายหลัง รัฐที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพศวิถีมากขึ้น และการเข้ามาแทนที่ด้วยอำนาจปิตาธิปไทย(ชายเป็นใหญ่)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นสาเหตุให้มุมมองที่มีต่อเพศหญิงด้อยลง

    อย่างไรก็ดี ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมนั้นรัฐยังค่อนข้างให้อิสระในเรื่องของเพศวิถี เรื่องเพศยังเป็นสิ่งที่ชนชั้นล่างมีอิสระที่จะจัดการกันเองก่อนที่รัฐจะเข้ามาระเบียบทางเพศ ผู้หญิงยังมีอิสระที่จะได้จัดการ(อีกนัยหนึ่งคือต่อสู้)กันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอำนาจในพื้นที่ของครัวเรือน

     

    ผู้หญิงล้านนาต่อสู้กับอะไร?

     

                การเข้ามาแทนที่ของปิตาธิปไตย (Patriarchy) โดยนำเข้าจากวัฒนธรรมอื่น(อิทธิพลจากกรอบคิดแบบคริสเตียน) หรือเป็นเพราะฐานเดิมในวัฒนธรรมไทยนั้นอำนาจปิตาธิปไทยค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน ถกเถียงกันไม่จบสิ้น

    ความหวาดหวั่นที่มีต่อความงามของสตรีเพศ เป็นแนวคิดที่ปรากฏอย่างรุนแรงในวัฒนธรรมของคริสเตียนและ จีนโบราณ   ถึงกระนั้นผู้หญิงทั้งหลายตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ก็ยังเพียรพยายามที่จะสวยงามตามค่านิยมในแต่ละวัฒนธรรม แม้ในบางกรณีจะเป็นเหตุให้เจ็บปวดถึงตายก็ตาม เช่น ประเพณีการตัดแต่งอวัยวะเพศของผู้หญิงมุสลิม การเย็บปิดช่องคลอด(ด้วยเหตุผลทางความงาม) เพียงเพราะความชมชอบของเพศชายที่ปรารถนาจะได้ควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิง

    ผู้หญิงล้านนาในอดีตเองก็ไม่พ้นจากสถานะที่เป็นรองผู้ชาย แต่อย่างน้อยในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมนั้นไม่เคยมองความงามของเพศสตรีเป็นสิ่งชั่วร้าย ตรงกันข้ามความงามของผู้หญิงเป็นสิ่งดีงามน่าชื่นชม เห็นได้จากวรรณกรรม และบทกวีไทยทั้งภาคกลางและ ล้านนาที่เขียนชื่นชมความงามของสตรีเพศอันปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่มากมาย

    ทว่าในความชื่นชมนั้นก็ตามมาด้วย ‘ขึด’ มากมาย ให้ผู้หญิงล้านนาต้องปฏิบัติเพื่อที่จะอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ความงามที่ผู้ชายเป็นคนบัญญัติขึ้น แม้ในปัจจุบันสถานการณ์ด้านเสรีภาพของผู้หญิงจะดีขึ้นมาก ทว่าการหลุดพ้นจากอำนาจปิตาธิปไตย อาจเป็นแค่การเปลี่ยนจากกรอบหนึ่ง(ปิตาธิปไตย)มายังอีกกรอบหนึ่ง(บริโภคนิยม)?

     

    Pop Art และ Consumerism ผลิตภัณฑ์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

     

                การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในระบบอุตสาหกรรมสินค้าถูกผลิตได้คราวละมากๆ ด้วยต้นทุน และแรงงานที่ลดลง การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่เพียงแต่ปฏิวัติเศรษฐกิจและ เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิงแล้ว ยังทำให้โลกศิลปะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เทคโนโลยีด้านสื่อโฆษนาและ สื่อสิ่งพิมพ์ทำให้ศิลปะถูกนำมาใช้ในฐานะพาณิชย์ศิลป์ (Commercial art) นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ทำให้ศิลปะในฐานะสินค้าสามารถผลิตซ้ำในปริมาณมากได้ นำมาสู่ความวิตกกังวลว่าศิลปะจะสูญเสียคุณค่าความเป็นอันเดียวชิ้นเดียวไป

    ศิลปะได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเป็นบริโภคนิยม ในทางกลับกันศิลปินบางกลุ่มก็ได้นำศิลปะที่ผลิตจากเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มาย้อนรอยต่อสู้กับความเป็นบริโภคนิยมในเชิงเสียดสีได้อย่างเจ็บๆ คันๆ

    ป๊อปอาร์ต (Pop art) จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 พร้อมๆ กับกระแสความเป็นบริโภคนิยมที่เติบโตไปพร้อมๆ กัน

    บริโภคนิยม(Consumerism) เป็นผลจากปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการขยายตัวของกระฎุมพี(ชนชั้นกลาง หรือพ่อค้า)สู่นายทุนที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของภาคธุรกิจมีผลให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการซื้อมากขึ้น อิทธิพลจากสื่อโฆษนามีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยให้ความสำคัญกับสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ามาตรฐานการดำรงชีวิต (standard of living) จะดีขึ้นได้ด้วยการบริโภค

    ‘ความงามใต้วงแขน’ มีรูปแบบที่แตกต่างจากศิลปะป๊อปอาร์ตอย่างมาก การนำศิลปะล้านนามาใช้นำเสนอแทนภาพของผู้หญิงล้านนาตามจิตสำนึกของศิลปิน ด้วยวิธีการทำมือที่ผลิตได้เพียงคราวละชิ้น ขณะที่ศิลปะป๊อปอาร์ตหยิบจับความเป็นวัตถุมานำเสนอ โดยเฉพาะวัตถุที่มีสัญลักษณ์แบรนด์เนมแปะทับ และนำระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมาใช้กับงานศิลปะ ทว่ารูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนั้นกลับเชื่อมโยงเข้าหากันได้ด้วยเนื้อหางานที่ต่อสู้กับบริโภคนิยม (Consumerism) เช่นเดียวกัน

    เมื่อผู้หญิงต้องบริโภคเพื่อได้รับการยอมรับว่ามีชีวิตและตัวตนที่มีมาตรฐานการดำรงชีวิต (Standard of living) และมีความสามารถในการจัดการตัวเอง (Ethics of the self) ทว่าพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามของผู้หญิงกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้หญิงตกอยู่ในแนวทางของ ‘บริโภคนิยมทางเพศ’ (Sexual consumerism) ที่เสพติดการบริโภคเพียงเพื่อให้ถูกยอมรับตามมาตรฐานที่นายทุนพยายามสร้างขึ้นเพื่อที่จะได้ขายสินค้า และความพยายามควบคุมของรัฐ ผ่านอิทธิพลของสื่อโฆษนาต่างๆ

    มายาคติที่ครอบงำความเป็นเพศหญิงอธิบายได้ด้วย Hegemony(อำนาจครอบงำ) ของ แอนโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ได้พูดถึงกลไกการใช้อำนาจเพื่อครอบงำผู้มีสถานะรอง (Subalturn) และ The History of Sexuality ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Fucault) ว่าด้วยเพศหญิงที่ถูกครอบงำด้วยการใช้อำนาจจากการสร้าง ‘วาทกรรม’ (Discourse) ที่มีผลต่อการกำหนด ‘ความเป็นผู้หญิง’

    นอกจากนี้ยังมีนักคิดหลายคน หรือแม้แต่ฝ่ายเฟมินิสต์บางกลุ่มที่ออกมาต่อต้านพฤติกรรมเสพติดการบริโภค และลดคุณค่าของตัวเองไปอยู่ในระดับเดียวกับสินค้า (Object) ของผู้หญิง

    แท้จริงแล้วพฤติกรรมปรุงแต่งตัวเองของผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำจัดขนรักแร้ เป็นผลจากบริโภคนิยม หรือมีสาเหตุอื่นด้วยกันแน่?

     

    พื้นเล็กๆ อย่างใต้วงแขนของผู้หญิงบอกเล่าอะไรได้บ้าง?

     

    พฤติกรรมการกำจัดขนรักแร้ของผู้หญิงทั่วโลกเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 อิทธิพลของโลกตะวันตกที่ถือเป็นต้นแบบความมีอารยะธรรมได้ส่งออกวัฒนธรรม วิทยาการ ความเชื่อ ไปยังทุกพื้นที่ ซึ่งการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในไทยเห็นได้ชัดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรอบคิดจากคริสเตียนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพศวิถีในวัฒนธรรมไทย เช่น วัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่เป็นแบบชายหนึ่งหลายหญิง (Polygamy) ถูกเปลี่ยนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง (Monogamy) และมุมมองต่อความเป็นเพศหญิงที่เลวลง(กรอบคิดแบบคริสเตียนมองผู้หญิงอย่างเลวร้าย แม้แต่เรื่องเพศก็เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย)

    จากบทความ ‘Caucasian Female Body Hair and American Culture’ ของคริสติน โฮป (Christine Hope) ได้นำเสนอว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้นิยมการกำจัดขนรักแร้ หรือขนที่บริเวณหน้าแข้ง โดยสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมากสองสื่อคือนิตยสารผู้หญิงอย่าง Harper’s Bazar และ McCall’s ได้นำความรู้ทางการแพทย์มาโน้มน้าวถึงข้อดีในการกำจัดขนให้แก่ผู้หญิงอเมริกัน ทั้งในหัวข้อด้านสุขภาพ และความงามของผู้หญิง

    เมื่ออิทธิพลความรู้ทางการแพทย์ของตะวันตกได้แพร่ขยายไปทั่วโลก ความรู้ทางการแพทย์ไม่เพียงแต่ถูกนำไปใช้เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ความรู้ในฐานะอำนาจรูปแบบหนึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้เพื่อควบคุมประชาชน

    อย่างไรก็ตาม การกำจัดขนรักแร้ของผู้หญิงไทย พบหลักฐานได้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งแปลว่าผู้หญิงไทยนิยมกำจัดขนรักแร้มาตั้งแต่ก่อนที่การกำจัดขนรักแร้ในสหรัฐอเมริกาจะเป็นที่นิยม และแพร่กระจายค่านิยมการโกนขนรักแร้ไปทั่วโลก

    และหากย้อนกลับไปยังวัฒนธรรมในสังคมโบราณหลายๆ แห่ง ก็ได้พบว่ามีการกำจัดขนตามอวัยวะต่างๆ รวมทั้งการตัดแต่งร่างกาย ปรุงแต่งอวัยวะเพศมาตั้งแต่ก่อนที่อารยธรรมคริสเตียนแพร่กระจายอิทธิพลเสียอีก

    กล่าวได้ว่าพฤติกรรมปรุงแต่งร่างกายของทั้งเพศหญิงและเพศชายเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามนั้น เป็นวัฒนธรรมร่วมที่พบให้เห็นได้ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป และมีความเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของบางพื้นที่

    แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสบริโภคนิยม (Consumerism) มีส่วนสำคัญในการผลิตซ้ำมายาคติให้กับสังคม และส่งผลให้ผู้หญิงมีภาพลักษณ์ที่ ‘ถูกคาดหวังให้ต้องเป็น’ ชัดเจนมากขึ้น อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของสื่อโฆษนา และอำนาจของชาติตะวันตกที่ส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก แต่ความจริงอีกด้านก็คือ การปรุงแต่งรูปลักษณ์ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตั้งแต่ในสังคมโบราณ โดยเฉพาะการกำจัดขนตามส่วนต่างๆ ของร่างผู้หญิงที่พบเห็นในบางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ก่อนที่สื่อโฆษนาจะถือกำเนิด

     

    ทำไมผู้ชายถึงนิยมผู้หญิงที่ไม่มีขน?

     

                ในหลายๆ วัฒนธรรมอาจนิยมผู้หญิงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ เซ็กซี่ ทรวดทรงชัดเจน ซึ่งแสดงออกถึงวัยเจริญพันธ์ แต่ในขณะเดียวกันก็นิยมผู้หญิงที่ดวงตาโต มือเท้าเล็ก ไม่มีขนรักแร้และอวัยวะเพศ อันเป็นลักษณะของความเป็นเด็ก

    เหตุใดผู้ชายจึงต้องการผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นเด็ก?

    การต่อสู้คานอำนาจกันระหว่างสองเพศก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พบเห็นได้ในตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้อำนาจของเพศชายเพื่อควบคุมเพศหญิง เฉกเช่นเดียวกับการที่ผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายดูแล(อีกนัยหนึ่งคือควบคุม)เด็กๆ แต่การควบคุมดูแลของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นแตกต่างกับการที่เพศชายควบคุมเพศหญิง เพราะเด็กยังมีวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทว่าเพศหญิงยังคงเป็นเพศหญิงอยู่วันยังค่ำ เมื่อเส้นแบ่งระหว่างคำว่าดูแล (Takecare) กับควบคุม (Control) นั้นบางเบา ความปรารถนาให้ผู้หญิงคงลักษณะของความเป็นเด็กที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อ่อนเอ เพื่อที่ให้ง่ายดายต่อการดูแล(หรือควบคุม) โดยแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านความพยายามที่จะหยุดลักษณะอันแสดงถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และแข็งกร้าว อย่างการมีขนปกคลุมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    ไม่เพียงแต่ขนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้ใหญ่(มากขึ้น) ของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ขนยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเพศชายอีกด้วย โดยในช่วงระหว่างที่เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์นั้นเกี่ยวพันกับฮอร์โมนเพศ คือเอสโทรเจน และเทสโทสเทอโรน โดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน( Testosterone) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือฮอร์โมนเพศชายนั้น ความรู้ทางการแพทย์ได้ออกมาบ่งชี้ว่าผู้หญิงที่มีการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในปริมาณมาก จะทำให้มีขนตามร่างกายเยอะคล้ายเพศชาย นอกจากนี้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติยังเป็นปัญหาต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง

    ขนจึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้ใหญ่ หรือในอีกแง่หนึ่งขนคือสัญลักษณ์ของความเป็นเพศชาย

    นอกจากนี้ยิ่งได้คู่เป็นผู้หญิงที่อายุน้อย ย่อมเป็นผลดีกับผู้ชายที่สามารถผลิตอสุจิได้แทบตลอดชีวิต ซึ่งหมายความว่าการได้ผู้หญิงอายุน้อยมากๆ จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการมีลูกมากขึ้น ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นเด็กจะดึงดูดผู้ชายได้

    เส้นแบ่งระหว่างการควบคุมกับดูแลนั้นบางเบา แต่ผลของความแตกต่างนั้นกล่าวได้ว่ากลับหัวกลับหางเลยทีเดียว เพราะผู้หญิงอาจแสร้งทำเป็นอ่อนแอ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เพื่อใช้ประโยชน์จากผู้ชาย(ให้ผู้ชายลงแรงมาดูแล)ได้เช่นกัน ซึ่งหากมองในด้านนี้แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้ต่างหากที่เป็นฝ่ายควบคุมผู้ชาย

    ในสภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ เสรีภาพแห่งความงามเป็นสิ่งที่เจริญงอกงาม เช่น Conchita Wurst นักร้องชายไว้หนวดแต่มีรูปลักษณ์แบบหญิงสาว, Chantelle Brown-young นางแบบที่เป็นโรคผิวด่าง เรื่องราวของกลุ่มนี้ที่ผ่านการนำเสนอท่ามกลางพื้นที่ที่มีเสรีภาพ ได้ทำลายกรอบคิดความงามแบบเดิมๆ ว่า เพศหญิงต้องมีลักษณะของความเป็นเพศหญิง หรือ เพศชายต้องมีลักษณะของความเป็นเพศชาย

    โลกร่วมสมัยดำเนินมาสู่แนวทางที่เพศ (Gender) ไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกถึงความเป็นเพศ (Sex) ที่ตรงกับอวัยวะเพศตั้งต้นอีกต่อไป

    ทฤษฏีเควียร์ (Queer Theory) เป็นแนวคิดหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาได้ในสังคมเสรีภาพ และสนับสนุนให้มนุษย์มีเสรีภาพในการกำหนดรูปลักษณ์ในแบบที่ตนเองพึงพอใจ มากกว่าจะถูกครอบงำทางวัฒนธรรม และมายาคติความเป็นเพศใดเป็นหนึ่ง และต่อต้านการจัดระเบียบทางเพศ ซึ่งคาดหวังได้ถึงเสรีภาพในเรื่องเพศของมนุษย์ต่อจากนี้ไป[/vc_column_text][vc_column_text]อ้างอิง

    เพนธ์ ฮันส์. 2547. ประวัติศาสตร์ล้านนาฉบับย่อ, เชียงใหม่ : ซิลเวอร์ม
    อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. 2520. การวิเคราะห์สังคมเชียงใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามต้นฉบับใบลานในภาคเหนือ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เรณู อรรฐาเมศร์. 2528. โลกทัศน์ชาวล้านนาไทยจากวรรณกรรม, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฆ
    ปิยพร คลศิลป์. 2552. การศึกษาบทบาทของผู้หญิงในนิทานพื้นบ้านล้านนา, เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ว/ภน 305.42 ป3611ก
    ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2552. เพศ : จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, มติชน
    น.พ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา. 2554. เรื่องเล่าจากร่างกาย : เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติ ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ, ชัชพลบุ๊คส์
    ธาวิต สุขพานิช. 2544. 108 เรื่องที่หญิงไทยควรรู้. พ๊อพบุคส์ พับบลิค
    เคลาส์ ฮอนเนส. 2009. ป๊อปอาร์ต. เดอะเกรทไฟน์อาร์ท, บจก.
    Christine Hope. Caucasian Female Body Hair and American Culture. The Journal of American Culture, 93-99.
    Edward J. Woodhouse. CONSUMERISM. Encyclopedia of Science, Technology, and Ethics, 427-429.

    วัชรพล พุทธรักษา. แนวความคิดการครองอำนาจนำของกรัมชี บททดลองเสนอในการอภิปรายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย. 5-27
    พล อิฏฐารมณ์. 2560. การกำจัดขนรักแร้-ขนหน้าแข้งในผู้หญิง ประเพณีที่เพิ่งมีช่วงสงครามโลก ผลจากการตลาด, https://gmlive.com/hair-removal-traditions: gmlive
    อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. 2560. สำนึก ‘ปัจเจกชนนิยมใหม่’, http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641838: กรุงเทพธุรกิจ
    เกษวรา นาทวีไพโรจน์. 2559. เคล็ดลับ “การถอนขนรักแร้” ของสาวไทยสมัยโบราณ, https://www.tsood.com/contents/152462: คลังประวัติศาสตร์ไทย
    ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์. 2561. Pop Art ศิลปะประชานิยม, https://themomentum.co/pop-art: The Momentum
    Medically reviewed. 2018. Polycystic Ovary Syndrome, https://www.drugs.com/health-guide/polycystic-ovary-syndrome.html: Drug.com[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Caravaggio: ตราบาปของสำเนา โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    Caravaggio: ตราบาปของสำเนา

    หากใครได้ติดตามข่าวสารบนหน้าเว็บไซต์ BACC แล้วล่ะก็ คงจะทราบกันดีว่าเรากำลังจะได้ร่วมชื่นชมผลงานกว่า 40 ชิ้นของคาราวัจโจ จิตรเอกชาวอิตตาเลี่ยนในยุคบาโรค ตัวนิทรรศการนั้นเป็นแบบหมุนเวียน โดยได้มีการจัดแสดงที่ศูนย์ไฮดา อาลิเยฟ ประเทศอาเซอร์ไบจานมาก่อนหน้า เมื่อแล้วเสร็จจึงได้เวียนมาที่ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนที่ทั้งสองประเทศมีให้กัน ผลตอบรับที่ได้กลับมาเป็นไปในทิศทางที่ดีและได้รับความสนใจค่อนข้างสูง[1] ในทำนองเดียวกันกับประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิตาลีมายาวนานถึง 150 ปี จึงนับได้ว่าเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้ชมภาพจิตรกรรมของคาราวัจโจอย่างใกล้ชิดเสียที ด้วยความช่วยเหลือจากเทคเทคโนโลยีการสแกน HD Digital Reproduction ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดสูง เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับผู้ชมได้ร่วมดื่มด่ำไปกับงานจิตรกรรมเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศสลัวๆ ดูโรแมนติกนั่นเอง 

     

    แต่เมื่อนิทรรศการดังกล่าวได้เปิดตัวต่อสายตาสาธารณะชนได้ไม่นาน ก็เริ่มเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปยังเรื่องของสื่อที่ใช้นำเสนอ ( light box) ว่าไม่ต่างอะไรกับภาพปริ้นท์สีทั่วๆไป ต่างกันก็แค่ขนาดของมันที่มีสัดส่วนเท่ากับภาพจริงเท่านั้นเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์งานในครั้งนี้ของหอศิลป์ส่วนหนึ่ง ด้วยความที่ BACC ได้ทำการประชาสัมพันธ์ที่ดูเกินจริง ราวกับนำชิ้นงานของจริงมาจัดแสดง “นอกจากนี้นิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน เช่น “Bacchus” และ “Medusa” รวมถึงผลงานที่หาชมได้ยาก เช่น “Boy Bitten by a Lizard” หรือผลงาน “Saint Matthew and the Angel” ซึ่งปกติติดตั้งอยู่ในโบสถ์ซานลุยจิ เด ฟรานเชสิ กรุงโรม ที่สามารถชมได้จากระยะไกลและด้วยแสงสว่างที่เพียงพอเท่านั้น”[2]  แน่นอนว่าคำพูดดั่งกล่าวต้องก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้ชมแน่นอน เพราะถ้าเป็นเราก็คงคิดว่าได้ดูงานของจริงแน่ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงการพิมพ์ลงบนไวนิ่ลและฉายแสงออกมาจากด้านหลังเพื่อให้เกิดความสวยงาม จึงย่อมทำให้เกิดความผิดหวังตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นว่าภาพที่มีความละเอียดสูงระดับ high definition กลับไม่ได้รับการยอมรับในฐานะผลงานของคาราวัจโจ มิหนำซ้ำยังโดนดูแคลนว่าไม่ต่างอะไรกับภาพในหนังสือ ตัวชิ้นงานถูกลทอนคุณค่าลง จากงานจิตรกรรมกลายเป็นเพียงภาพปริ้นขนาดใหญ่ภาพหนึ่งที่หาดูได้ตามหน้านิตยสารหรือสื่อบนอินเตอเน็ตที่สามารถหาดูได้ทั่วไป  เช่นนั้นแล้วหากเราเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยี Light Box มาเป็นการวาดมันขึ้นมาใหม่แล้วล่ะก็ ผู้คนที่มาชม (รวมถึงตัวศิลปินที่กร่นด่า) จะให้คุณค่างานเหล่านั้นไปในทิศทางใด เราจะสามารถยอมรับมันในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่งได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยก็ชื่นชมมันในฐานะงานของคาราวัจโจได้จริงๆรึเปล่า เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่เป็นปัญหากับผู้ชมทั้งคือการนำสำเนามาโชว์ในงานระดับชาติแบบนี้ มันออกจะเล่นง่ายำรึเปล่า บ้างก็ว่าไม่รู้สึกอินกับงาน มิหนำซ้ำ เพจดังและคนในวงการศิลปะหลายคนต่างพากันวิจารณ์จน BACC แทบจะไม่มีที่ยืน บ้างก็ว่าไม่ลงทุนบ้างล่ะ งานใหญ่ทั้งทีแต่กลับไม่มีผลงานของจริงมาจัดแสดงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่ภาพปริ้นขนาดเหมือนจริงที่มันหาดูที่ไหนก็ได้ จะเสียเวลาเดินทางมาหอศิลป์ทำไม

     

    ตอนแรกก็เข้าใจถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้ เพราะเนื่องในวาระสำคัญทั้งที อย่างน้อยๆ ก็คงอยากได้งานจริงมาเชยชมสักชิ้น หรือไม่ก็ใช้การคัดลอกทำสำเนาที่ดีกว่านี้ก็ยังดี แต่ไปๆมาๆ เราเริ่มรู้สึกว่ามันเกินพอดีไปรึเปล่ากับการวิจารณ์อย่างสนุกปากจนลืมนึกถึงบริบทและปัจจัยหลายๆอย่างไป อย่าลืมว่านี่คือนิทรรศการหมุนเวียนที่เวียนมาที่ไทยเป็นประเทศท้ายๆ จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ควรถูกวิจารณ์ หรือแตะต้องไม่ได้เลย แต่ด้วยนิทรรศการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Italy Festival 2018 ซึ่งเราคิดว่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานมันก็ชัดเจนอยู่พอตัวว่าจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับนานาประเทศ โดยมีงานศิลปะเป็นน้ำจิ้มแถมเพื่อเป็นการเชื้อเชิญหรือก็คือยั่วให้เรารู้สึกอยากไปดูงานของจริงเพื่อให้ฟินยิ่งขึ้น หากบอกว่าบอกว่าการเรียนรู้ศึกษางานศิลปะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้กับสำเนาแล้วล่ะก็ เห็นทีภาควิชาศิลปะต่างๆในไทยก็คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะส่วนใหญ่ที่ทิ้งไว้ให้ศึกษาก็เห็นจะมีแค่สำเนานี่แหละ การถกเถียงกันในเรื่องการนำเสนอตัวงานจิตรกรรมเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่การที่คนส่วนมากยกเรื่องการใช้สื่อกลาง (Light box) กับรายละเอียดที่สูญเสียความคมชัดไปเมื่อจับแสงนี้ก็ดูเอาแต่ใจไปรึเปล่า เพราะอย่างไรเสีย การที่ได้ชมสำเนาขนาดจริงก็ย่อมดีกว่าการมองผ่านหนังสือหรือเว็บไซต์ต่างๆที่ถูกจำกัดกรอบการมองเห็นด้วยช่องพิกเซลบนหน้าจอสื่ออิเล็กทรอนิกส์มิใช่หรือ

     

    [1] https://azertag.az/en/xeber/_quotCaravaggio___Opera_Omnia_quot_exhibition_opens_in_Baku-1120902, (15 May 2018)

    [2] http://www.bacc.or.th/event/1966.html, (15 May 2018)[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Articles ] Art-Ethnography: The Broken Ladder เงาสะท้อนในชนชั้น ของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร โดย สมัคร์ กอเซ็ม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text css=”.vc_custom_1522149812212{background-color: #f2af13 !important;}”]

    อะไรคือสิ่งที่บอกได้อย่างแน่ชัดว่า “เราอยู่ หรือ ถูกจัดให้อยู่ ในชนชั้นไหนในสังคม?”

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ผมเองไม่มีคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน เหมือนกับที่ผมมายืนมองดูงานของพี่อบเชย หรือ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปินที่แสดงงานนิทรรศการชื่อว่า The Broken Ladder หรือ “บันไดหัก” แล้วรู้สึกถึงกระจกบานต่างๆ ที่มองผ่านไปเห็นวัตถุที่ศิลปินได้จัดวางไว้ เป็นสิ่งที่ผมเองเข้าไปไม่ถึง ได้แต่ยืนมองดู และพิจารณาถึงสถานะภาพของตัวเองในปัจจุบัน

    กระจกในนิทรรศการชุดนี้จึงให้บรรยากาศถึงความฝัน อาจเรียกได้ว่าเป็น daydream ฝันกลางวันของเราเอง ความฝันที่ทั้งผมเเละพี่อบเชยเคยมีเหมือนกันคือ “อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง” ต่างกันที่พี่อบเชยมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว (พร้อมหนี้) และผมที่เลิกฝันมีบ้านแล้ว (แต่ยังมีหนี้อย่างอื่น) การมายืนคุยกันที่หน้ากระจกบานใหญ่ ขนาด 240×360 ซม. ที่เดินเข้ามาในนิทรรศการแล้วต้องสะดุดตาเป็นอย่างแรก หากเดินผ่านไปเฉยๆ หรือหยุดมองเพียงชั่วครู่ เราคงมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของตัวเอง หรืออาจมีเงาของคนอื่นพ่วงติดมาด้วย แต่ถ้าเพ่งพินิจ เราจะเห็นความวิตกกังวล ความเครียด ความลำบาก และความเปราะบาง ของสิ่งที่เป็นอุปมาในรูปโฉนดที่ดิน ที่ฝังอยู่ในแผ่นกระจกบานนี้

     

    กระจกและการสะท้อนย้อนคิด

     

    Ruth Behar (2003) พูดถึง ชาติพันธ์ุวรรณา (ethnography) ว่าเป็นทั้งรูปแบบและวิธีในการแสดงออก การสะท้อนคิดย้อนคิด การใช้ผัสสะของการสะท้อนมองตัวเองนี้ช่วยค้นพบถึงสิ่งที่ผูกติดกับธรรมชาติของประสบการณ์ของบุคคล และเพื่อนำเสนอข้อค้นพบในวิธีการทางภาษาและศิลป์ที่หลากหลายขึ้น

    Barbara Myerhoff และ Jay Ruby (1982) อธิบายถึงการสะท้อนย้อนคิด (Reflexivity) ในบทความเรื่อง “รอยแตกในกระจก” (A Crack in the Mirror) ว่า ภาวะที่เป็นได้ทั้งความมีจิตสำนึกเกี่ยวกับการมีจิตสำนึก การคิดเกี่ยวกับความคิด การสะท้อนกลับนี้ทำให้เกิดความตระหนักถึงการไม่มีความคิดที่ชัดเจนว่ากำลังทำอะไรอยู่ และประสบการณ์ที่ว่ามานั้นอาจทำให้ทั้งรู้สึกดีอกดีใจ หรือน่ากลัว หรืออาจเป็นทั้งสองอย่าง

    Ruby นักมานุษยวิทยาเสนอให้สะท้อนมุมมองวิพากษ์ตนเองในกระบวนการทำงานออกมาด้วย เพื่อให้ตัวเองมาสอดส่องการทำงานของตัวเอง เข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง แรงจูงใจ และความกล้าต่อการเปิดเผยความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การวิพากษ์เชิงสะท้อนย้อนคิด และนำเสนอเสียงที่ตระหนักต่อตัวตนของเรา

    “การเมืองและศิลปะของการสร้างภาพตัวแทนที่สะท้อนความเป็นมนุษยนิยมในรูปแบบของการมองคนอื่น การสะท้อนย้อนคิดจึงเป็นกระบวนการทำให้ตัวเองเป็น “object” ในทางหนึ่ง”

    – Jay Ruby (1982)

    ผมเขียนบทความเชิงสะท้อนย้อนคิดเรื่องประสบการณ์เควียร์ของตนเองในบทความล่าสุดใน The MATTER เมื่อกลับมาคิดดูแล้ว สิ่งที่มันสะท้อนความคิดตัวเองกับอดีตต่างๆ เกิดขึ้นตอนดูภาพยนตร์ ไมว่าจะเป็นเรื่อง Mysterious Skin (2004) และ Bad Education (2004) การนั่งดูจากจอโทรทัศน์ทั้งสองเรื่องนี้ พาตัวผมเองมองสะท้อนชีวิต และตะหนักถึงว่า ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองมีเส้นเรื่องที่ไม่ต่างอะไร ชีวิตของเราเองคนหนึ่งสามารถเทียบเคียงกับชีวิตของอีกคนหนึ่ง หรือหลายๆ คน และอาจเป็นเรื่องเดียวกับหลายๆ คนในสังคม เช่นเดียวกับเรื่องราวในงานของพี่อบเชย คือ “ชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นทางสังคม หรือเศรษฐกิจ

     


    ชื่องาน We all live under the same sky, but we don’t all have the same horizon, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, เทคนิค engraving บนกระจก, ขนาด 240×360 ซม.

     

    ภาพแทนของบ้านที่หายไป

     

    ถึงแม้ครอบครัวของพี่อบเชยได้เลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าเธอมีพี่น้องหลายคน ในครอบครัวคนจีนที่รุ่นพ่อแม่อพยพมาอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อคอยดูแลเธอโดยไม่ให้ลำบาก แต่สิ่งที่พ่อเน้นย้ำเสมอคือ การไม่เหยียดชนชั้นของเชื้อชาติคนอื่น อาจเป็นเพราะพ่อของพี่อบเชยมักถูกเรียกว่า “เจ๊ก” มาตลอด การปฏิบัติต่อคนรอบตัว จึงต้องระลึกถึงความเท่าเทียม ทำให้เมื่อหันมามองเรื่อง ชนชั้นทางเศรษฐกิจในสังคมไทย เธอจึงตั้งคำถามว่า ทำไมช่องว่างของคนจึงห่างไกลกันนัก “คนรวยก็รวยมาก คนจนก็สุดแสนจะจน” เงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ มันหายไปไหนหมด ทำไมคนส่วนใหญ่จึงแทบไม่มีเงินไว้ใช้สอยสำหรับปากท้องตัวเอง ชนชั้นกลางที่ต่างแบกรับหนี้เพื่อให้ตนเองมี “พื้นที่” สักเล็กน้อยของตนเอง ต่างต้องทำงานหนักมาก เพื่อให้ตนเองมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง

    ความคิดเรื่อง “บ้าน” จึงสะท้อนชนชั้นของคนในสังคมไทยได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะชนชั้นไหน บ้านบ่งบอกว่าตัวเองเป็นใคร และอยู่ตรงไหนในสังคม บ้านจึงเป็นมากกว่าที่พักหลับนอน แต่คือระบบสัญญะของชนชั้นที่อิหลักอิเหลื่อ เป็นบันไดที่ต่างคนต้องปีนป่าย ทว่าไม่รับประกันได้สักทีเดียวว่า คุณจะไม่พลัดตกลงมา เหมือนผมที่โตมากับความทรงจำเรื่องบ้าน เมื่อตอนอายุ 15 ปี ได้ป่วยหนักและต้องผ่าตัดเข้าโรงพยาบาล แม่ไม่มีเงินเก็บและหลักประกันอะไรที่เอามาใช้ได้ พี่สาวบอกว่า แม่ต้องเอาบ้านเราไปจำนอง บ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์อย่างเดียวของครอบครัว การเข้าโรงพยาบาลครั้งนั้นของผมทำให้สมาชิกในบ้านจดจำไปตลอดว่า หลังจากนั้นเราต่างต้องเช่าบ้านอยู่มาตลอดจนวันนี้ การมาดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับบ้านของพี่อบเชย ได้เชื้อชวนเอาความทรงจำเรื่องบ้านของตัวเองขึ้นมามากที่สุด และสิ่งที่สะท้อนกลับมาให้รู้สีกทั้งตัวผมเองและพี่อบเชยจากงานนี้คือ คนในบ้าน คือ พ่อของพี่อบเชย และแม่ของผมเอง

    การจากไปคนในบ้าน ที่เราเปรียบพวกเขาเป็นดั่งบ้านหลังหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่หักพัง หรือ broken ในความหมายของงานนี้ ผมเชื่อเสมอว่า แม่คือบ้านของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งที่หักพังลงมา จึงกลายเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงลึกๆ ภายในของทั้งพี่อบเองด้วย ทุกครั้งที่เธอพูดถึงพ่อ การโอบรับ หรือ embrace ความเป็นพ่อที่ตัวเองจดจำมาตลอดมาอยู่ในตัวตนของเธอ และเริ่มสร้างบ้านของเธอเองหลังนี้ขึ้นมา ในความทรงจำของพ่อ ความตระหนักในชนชั้นในสังคมที่ได้เรียนรู้มาพร้อมๆ กัน

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]
    The reckoning, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , 2561, สำเนาแคชเชียร์เช็ค บน ฐานหินอ่อน

    [/vc_column_text][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_column_text]

    การปีนบันไดทางสังคม

    [/vc_column_text][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][vc_separator color=”white”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ธนาวิ โชติประดิษฐ (2561) อธิบายงาน The Broken Ladder ว่าเป็นเสมือน “ฝันลวงของการปีนบันไดทางสังคม” เพราะทุกคนต่างต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้ยกระดับชนชั้น และบ้านเป็นดังเครื่องวัดคุณภาพชีวิตของแต่ละคน ดังที่ธนาวิ กล่าวว่า “การมีบ้านต้องแลกกับก้อนหนี้ในธนาคาร สำเนาดราฟท์เช็คบนแท่นหรูจึงเป็นพยานของชีวิตเงินผ่อน เหนือไปกว่าศิลปะและตัวเงินหลักล้านคือ เวลาชีวิต”

    การสะท้อนของกระจก ทั้งในแผ่นผนังขนาดใหญ่ที่บรรจุร่องรอยของโฉนดที่ดิน กระจกสี่เหลี่ยมที่ครอบใบเสร็จจากธนาคารที่เป็นพยานถึงหนี้ สะท้อนส่วนเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ชีวิตของตัวศิลปินเองที่ต่างอยู่ในวิบากกรรมของการนั่งอยู่บนบันไดแห่งชนชั้นของสังคมนี้ ในกระบวนการทำงานศิลป์ชิ้นนี้ของวันทนีย์ กระจกที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของงานจึงทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของศิลปินที่กำลังคิดอยู่กับตัวเอง สะท้อนตัวเองเพื่อให้ตัวเองได้เห็น การตระหนักถึงความหมายเมื่อมันได้จัดแสดง (display) ขึ้นมา และพรมแดนที่ชัดเจนขึ้นของโลกความเป็นจริง


    The ins , วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , ทองคำ18k, 2561

     

    ผมมองงานนิทรรศการ The Broken Ladder ของพี่อบเชยที่ใช้กระบวนการของงานสะท้อนย้อนคิดผ่านเลนส์ที่เป็นกระจกในรูปแบบต่างๆ เป็นเหมือนการมองตัวเอง การสารภาพ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวกระจกที่ปรากกในตัวงานจึงเป็นภาพเงาสะท้อนเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมาของศิลปินเอง ในความคิดเรื่อง “บ้าน” และ “ความไม่เท่าเทียมในสังคม”

    เช่นในงานศิลปะในเชิงสารภาพที่น่าสนใจของ Louise Bourgeois ชื่อ “Maman” (1999) หรือ แมงมุม พูดถึงกระบวนการในพัฒนาการทางอารมณ์ของศิลปินที่มีต่อความเป็นแม่ แม่ในฐานะเพื่อนสนิท แม่มีทั้งความฉลาด ความอดทนอดกลั้น ความสมเหตุสมผล ความบอบบาง แม่เป็นคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้อง เธอจึงเปรียบแม่เป็นเหมือน “แมงมุม” ที่มีความหมายทั้งเชิงบวกและลบ แฝงส่วนลึกๆ สะท้อนความกลัวที่มีในตัวเองด้วย

     

    การตระหนักถึงตัวตน และสังคม

     

    การสะท้อนย้อนคิดจึงให้ความหมายที่หลายเฉด ถ้าว่าด้วยตามกรอบคิดและบริบทแล้ว เพื่อให้เราสามารถกลับมาพิจารณาตัวเอง โดยเฉพาะการหยิบเอา “ประสบการณ์” มาใช้เป็นสมการเพื่อสร้างความตระหนัก ด้วยการแยกตัวเองออกจากชีวิตในประวัติศาสตร์ สังคม และผู้คนอื่นๆ เป็น “ตัวตน” ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวตนกับประสบการณ์ ตัวตนกับสิ่งอื่น จนกลายมาเป็นทั้ง “ผู้ถูกกระทำ” และ “ผู้กระทำการ” หรือพูดง่ายๆ คือ กระบวนการที่แยกตัวเองออกมาพิจารณามองดูตัวเอง วิพากษ์สิ่งต่างๆ รวมถึงตัวเอง ด้วย

    การสะท้อนย้อนคิดจึงสามารถเป็นได้ทั้งปัจเจก หรือ ส่วนรวม ส่วนบุคคล หรือ สาธารณะ ซึ่งปรากฏในรูปแบบใดก็ได้ในการสื่อสารของมนุษย์ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ที่ใช้เรื่องของ “ประสบการณ์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้สร้าง กระบวนการ และตัวชิ้นงาน จึงเป็นจุดที่ควรแก่การทำความเข้าใจถึงความสำคัญและความซับซ้อน ที่ผู้สร้างงานเองจำต้องตระหนักถึงเงื่อนไขของการเสพย์งานของผู้ชมที่อาจจูงใจให้ไปอยู่ในชุดความหมายหนึ่งเท่านั้น งานของวันทนีย์จึงเป็นการเขียนอัตชีวประวัติของศิลปินเองที่สร้างให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของงาน นั่นหมายถึงการตระหนักถึงตัวตน (self-conscious) จึงสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำงานของศิลปินด้วย

     

    Castle in the air, วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร , video installation สี 4K, 2561

     

    นิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงที่ Gallery Ver ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2561

    ข้อมูลอ้างอิง

    • ธนาวิ โชติประดิษฐ, 2561. วิมาน (House/Hope). บทความประกอบนิทรรศการ The Broken Ladder โดยวันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร. http://www.cac-art.info/users/thanavichotpradit/journal/57/
    • Ruby, Jay. 1982. A Crack in the Mirror: Reflexive Perspectives in Anthropology. Philadelphia: University of Pennsylvania Press.
    • Behar, Ruth. 2003. “Ethnography and the Book that was Lost.” Ethnography 4, no.1: 15-39.
    • Louise Bourgeois – Maman, http://www.tate.org.uk/art/artworks/bourgeois-maman-t12625

    รูปประกอบโดย ธนัชชัย บรรดาศักดิ์

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Ruin ของ Pannaphan Yodmanee โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [ Review ] Ruin ของ Pannaphan Yodmanee โดย ร่มธรรม ศรีนาม

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    ทุกคนคงจะคุ้นเคยกับงานจิตรกรรม The Last Supper (ภาพที่ 1) กันเป็นอย่างดี โดยเนื้อหาของมันจะพูดถึงอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมาเยือนบุตรแห่งคริสต์ พระองค์ได้ตรัสแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายว่า ใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านจะเป็นผู้ที่ทรยศเรา แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวได้สร้างความโกลาหลและตื่นตระหนกให้กับศิย์ของพระองค์เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากสีหน้าและอากัปกิริยาที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ในทำนองเดียวกันกับคำพยากรณ์บางอย่างที่แฝงตัวมากับภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นผลงานที่เข้ามาปะทะกับสายตาของผู้ชมเป็นเมื่อเข้ามาภายในตัวแกลเลอรี ราวกับว่าเป็นปฐมบทของเนื้อหาภายในนิทรรศการในครั้งนี้

    เมื่อเข้ามายังแกลเลอรี่ 1Projects งานชิ้นแรกที่เข้ามาปะทะกับสายตาของผู้ชมก็คืองานจิตรกรรมฝาผนังซึ่งถูกบรรจุอยู่ในกล่องเก็บอาวุธสงครามอีกทีหนึ่ง (ภาพที่ 2) (ตามคำบอกกล่าวของศิลปินในวันเปิดนิทรรศการ) ตัวจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลืออยู่เพียงเศษซากผุพัง หาได้ครบถ้วนสมบูรณ์  ภาพวาดดังกล่าวมีลักษณะการจัดวางตัวละครที่คล้ายคลึงกับภาพ the last supper ที่ได้ท้าวความไว้ข้างต้น กล่าวคือปรากฏพระเยซูอยู่ใจกลางภาพ ขนาบข้างด้วยศาสดาของศาสนาอื่นๆ โดยทุกคนอยู่ในอากัปกิริยาที่คล้ายว่ากำลังตอบโต้กันไปมา ในทำนองเดียวกับการที่บุตรแห่งคริสต์ล่วงรู้อนาคตถึงการทรยศหักหลัง งานชิ้นดังกล่าวก็แนะให้เห็นถึงภัยพิบัติ (ที่มาถึงแล้ว) จากความหลากหลายทางความเชื่อเช่นกัน

    งานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวสามารถนำสารที่ศิลปินต้องการจะสื่อกับผู้ชมออกมาได้เป็นอย่างดี กล่าวคือมันแสดงให้เห็นถึง “ผล” กระทบจากสงคราม ตกเป็นเบี้ยงล่างหรือผู้ถูกกระทำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็หนีไม่พ้นผู้ที่เคารพบูชาศาสนาเสียเอง ในทางกลับกัน การที่ศิลปินเลือกใช้กล่องเก็บอาวุธสงครามมาเป็นตัวบรรจุผลงานนั้น ก็ได้สร้างความหมายใหม่ขึ้นมาอีกความหมายหนึ่งให้กับชิ้นงานดังกล่าว เพราะหากศิลปินเพียงวางชิ้นงานไว้กับพื้น เราก็คงไม่ได้คิดกับมันต่อ และคงตัดสินว่ามันได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นก็คือแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากสงครามทางศาสนา แต่เมื่อศิลปินเปลี่ยนวิธีการจัดแสดง โดยแทนที่จะวางตัวชิ้นงานลงไปกับพื้นอย่างเปลือยเปล่าไร้ซึ่งการห่อหุ้มใดๆ เธอเลือกที่จะวางชิ้นงานลงในกล่องบบรรจุอาวุธ ทำให้เกิดความหมายแฝงอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือมันได้แปรสภาพจากผู้ถูกกระทำกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ทั้งหมดเสียเอง ทั้งยังกลายเป็นสัญญะที่บ่งบอกถึงความรุนแรงโดยเปรียบเปรยตัวจิตรกรรมฝาผนังเป็นดั่งอาวุธสงครามอันก่อให้เกิดบาดแผลทางกายและทางใจจำต้องได้รับการกักเก็บเป็นอย่างดี

    หากเปรียบตัวชิ้นงานในข้างต้น (ภาพที่ 2) เป็นคำนำของนิทรรศการครั้งนี้ ชิ้นงานที่กำลังจะหยิบยกมาพูดถึงชิ้นต่อๆไปก็คงเปรียบได้กับตัวเนื้อหาที่ศิลปินต้องการจะสื่อสารกับผู้ชม เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วแกลเลอรี่จะพบว่าวัสดุส่วนใหญ่ที่ศิลปินเลือกมาใช้มักจะยึดโยงอยู่กับทหารและความเป็นหญิง ดังจะเห็นได้จากงานหมวกทหารทั้งสองใบ (ภาพที่3) โดยใบทางซ้ายมีการแซมผมที่มีลักษณะค่อนข้างยาว ทำให้ผู้ชมสามารถอนุมานได้ว่าศิลปินน่าจะต้องการสื่อถึงทหารหญิงที่่มีความเท่าเทียมกับทหารชาย (แทนด้วยหมวกทางด้านขวา) โดยการเลือกที่จะแขวนหมวกทั้งสองไว้ในระดับความสูงเดียวกัน เช่นเดียวกับงานที่นำชุดทหารทั้งชุดมาจัดแสดง (ภาพที่ 4) ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง และรองเท้า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพแทนของเหล่าทหารหาญผู้เสียสละตนเอง หรือในทางกลับกันคือเป็นเหยื่อในสงครามครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสังเกตุเห็นได้อีกว่า

    เสื้อผ้าเหล่านี้ผ่านความตรากตรำมาในระยะเวลาหนึ่ง จากรอยเปราะเปื้อนจากโคลนที่แห้งจนแข็งตัวก็ดี ไม่ใช่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านปราศจากร่องรอยแห่งสมรภูมิรบ อย่างไรก็ตาม หากจะปักใจเชื่อทันทีก็

    กระไรอยู่ เพราะร่องรอยเหล่านั้นอาจไม่ได้มาจากสนามรบ แต่มาจากการฝึกซ้อมประจำวันก็เป็นได้ หากต้องการเน้นย้ำถึงความเป็นเหยื่อให้ชัดเจนจริงๆ จะดีกว่าไหมหากเปลี่ยนโคลนเป็นเลือด หรือไม่ก็ใช้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ไม่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นกลับให้ภาพเหยื่อสงครามได้ชัดเจนกว่างานดังกล่าวเสียอีก (ภาพที่4)

     

     

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทหารจะตกเป็นเหยื่อจริงๆหรือไม่นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่ศิลปินได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตทหารซึ่งไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าชีวิตเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย (ภาพที่5) กล่าวคือมันทำให้ผู้ชมเห็นถึงความเท่าเทียมของชีวิต ทหาร หรือประชาชน ไม่มีความตายใดที่น่ายินดีหรอก ด้วยความที่หน้าที่ของทหารคือการปกป้องประชาชน เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์ที่อันตรายต่างๆ อันเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นเรื่องที่เราสามารถพบเจอได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป แต่เมื่อศิลปินนำชุดเดรสและตุ๊กตาหมีมาจัดวางข้างชุดทหารมันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่มีความสูญเสียใดที่น่ายกย่องหรือน่ายินดีเลยสักนิด เรียกได้ว่าทำให้เราหันมามองทหารมากขึ้น

     

     

     

     

     

     

    ตรงข้ามกับงานชุด Patani Semasa (ภาพที่ 6) ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม โดยนิทรรศการดังกล่าวจะมีเนื้อหาเน้นไปยังความเป็นอยู่ของประชาชนภายในพื้นที่เสียส่วนใหญ่ ทำให้เราเห็นมุมมองของปานพรรณที่โฟกัสไปยังจุดอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

     

     

     


    Symbol of Violence
    by Suhaidee Sata

    เมื่อมองย้อนกลับไปดูผลงานเก่าๆของเธอ เช่น งานชุด “Aftermath” ที่ได้รับรางวัล 11th Benesse Price ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Singapore Biennale 2016 (ภาพที่ 7) จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกับนิทรรศการ “Ruin” พอสมควร ผลงานของเธอในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของปานพรรณ ด้วยเนื้อหาที่ร่วมสมัย ตรงไปตรงมาและเข้าใจได้ง่าย ต่างออกไปจากงานชิ้นก่อนหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นงานทางศาสนา ศิลปินพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆที่ถูกสังคมยัดเยียดให้เธอเป็น

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]