Category: Exhibition Review

  • [ Review ] : Erwin Wurm The Philosophy of Instructions

    [ Review ] : Erwin Wurm The Philosophy of Instructions

    โดย Por Pramsumran

    Erwin Wurm
    The Philosophy of Instructions

             ฉันรู้จักนิทรรศการนี้ด้วยช่องทางที่ต่างไปจากปกติ ไม่ใช่จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์นิทรรศการ หรือจากอีเว้นต์ที่แชร์กันในเฟสบุ๊ค แต่จากภาพของเพื่อนที่ขึ้นไปยืนบนแท่นสีขาว โพสต์ท่าตามคำสั่ง(Instruction)ของศิลปิน และในที่สุด เพื่อนได้กลายเป็นรูปปั้นมีชีวิต กลายเป็นงานศิลปะไปเสียแล้ว เฮ้ย แบบนี้ก็ได้เหรอวะ ?

    น่าเสียดาย ตอนที่ฉันไปดูนิทรรศการ เป็นช่วงที่ตลาดวายไปแล้ว ทุกคนเพียงแต่ยืนมองวัตถุบนแท่นสีขาวกับคำสั่งและภาพประกอบ วิธีการของศิลปินนั้นคล้ายกับเวลาต่อเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อจากอิเกีย(IKEA) เราอ่านคำสั่งให้เข้าใจ ทำตาม เป็นอันว่าเรียบร้อย ในวันที่ฉันไปนั้น ไม่มีใครทำตามคำสั่งของเขา ฉันเองก็ไม่กล้า แม้จะคิดว่ามันคงตลกดีที่ได้ทำแบบนั้น และคงรู้สึกดีได้กลายเป็นวัตถุศิลปะ(Art Object) สักครั้งในชีวิต

    นอกจากแท่นสีขาวและเฟอร์นิเจอร์ที่รอมนุษย์ไปร่วมทำตามคำสั่งให้เกิดเป็นงานศิลปะตามที่ศิลปินได้สั่งไว้ บนผนังสีขาวด้านหนึ่งเป็นภาพถ่ายผลงานของศิลปินที่ช่างดูเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ส่วนผนังอีกด้านเป็นผ้าสีชมพูขอบเขียวและมีถุงเท้ายาวสีชมพูขอบเขียวแบบเดียวกันติดประดับ ด้านในสุดของห้องจัดแสดงจะพบห้องสีขาวที่ติดตั้งวีดีโออาร์ตไว้ด้านใน เมื่อดูวีดีโอฉันจึงได้รู้ว่าฉันอยู่ในตัวคุณบ้านอ้วน คุณบ้านอ้วนตั้งคำถามกับความอ้วนของตัวเธอเองว่า เธอคงเป็นเพียงบ้านธรรมดาๆ ถ้าเธอไม่อ้วน แต่เพราะเธออ้วน เธอจึงกลายเป็นศิลปะใช่ไหม และตั้งคำถามต่อสิ่งนู้นสิ่งนี้ว่ามันเป็นศิลปะหรือไม่ และหากเธอเป็นบ้าน คนที่สร้างเธอจะเรียกเขาว่าสถาปนิกหรือศิลปินดีล่ะ

    หลังออกจากตัวคุณบ้านอ้วนสีขาว ฉันเดินผ่านวีดีโออาร์ตที่ติดตั้งอยู่บนผนัง แจ็กเก็ตในกล่องที่มีคำสั่งบอกว่าให้คุณเอามันออกมาแล้วพับกลับลงไปใหม่ตามภาพประกอบและนั่นแหละคือศิลปะ วีดีโออาร์ตแสดงภาพเคลื่อนไหวที่ศิลปินยืนนิ่งๆ อยู่บนแท่นประติมากรรมสีขาวอันเตี้ยๆ พักหนึ่งเขาก็ย้ายที่ไปมุดหัวทิ่มลงในแท่นประติมากรรมสีขาวทรงสูงอีกอัน แล้วฉันจึงเข้าสู่อีกด้านของนิทรรศการ ฉันชอบภาพยนตร์สั้นที่แสนจะเซอร์เรียลและแอบเสิร์ดของศิลปินมากพอดู พวกเขาคุยกันเรื่องที่เราไม่ต้องรู้ก็ได้ เช่น “นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากล้วยมีดีเอ็นเอเหมือนคนตั้ง 50% เวลากินกล้วย คุณไม่คิดเหรอว่ามันเหมือนเรากินคนอยู่ครึ่งคน” แต่ฉันว่ามันตลกดี ต่อไปนี้ฉันคงมองมันไม่เหมือนเดิมแต่ฉันยังจะกินมันอยู่ดี

     

     

    จากมุมที่ฉายภาพยนตร์สั้น เราจะเห็นภาพศิลปินในอิริยาบถต่างๆ บนผนัง เมื่ออ่านจากกระดาษที่ติดตั้งในตู้กระจกเป็นแถวยาว ฉันจึงรู้ว่าศิลปินกำลังอธิบายว่าเขาทำอะไรบ้างถึงได้เปลี่ยนจากผู้ชายไซส์ S มาเป็นไซส์ L ได้ภายในแปดวัน ฉันเดินไล่อ่านไปจนครบแล้วพบว่าทุกสิ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ฉันชอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมนมเนย นอนนานๆ  ทำตัวขี้เกียจ และอะไรต่างๆ ฉันว่าเป็นกิจกรรมแห่งความสุขเลยล่ะ ว่าแต่การทำให้ตัวเองอ้วนนี่ก็เป็นศิลปะเหรอ ? เหมือนที่คุณบ้านอ้วนอ้วนใช่ไหม ? แล้วที่ฉันทำอยู่ทุกวี่วันเป็นศิลปะหรือเปล่านะ ?

    บนผนังสีขาวอีกด้านปรากฏแผนผังความคิดเกี่ยวกับศิลปิน ถ้าน้องคนไหนถูกอาจารย์บอกให้มาเขียนวิจารณ์นิทรรศการนี้คงรู้สึกว่าช่างโชคดี ศิลปินบอกไว้หมดแล้ว บอกรูปแบบงาน บอกบริบท ช่วยเชื่อมโยงการตีความเข้ากับนักคิดนักเขียนต่างๆ ให้ด้วย มีเรื่องเขียนแน่นอน

    ฉันเดินออกจากนิทรรศการนี้ด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เปื้อนใบหน้า เออ ศิลปะมันก็เป็นแบบนี้ได้ด้วยแฮะ!

     

     

    แอร์วิน วูร์ม

    ปรัชญา ประ-ติ-บัติ

    26 พฤศจิกายน 2559 – 26 กุมภาพันธ์ 2560

    ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    ศิลปิน  แอร์วิน วูร์ม       ภัณฑารักษ์  พิชญา ศุภวานิช

     

    (ภาพถ่ายโดย Sittidech Nuhoung ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/pg/ErwinWurmThePhilosophyOfInstructions/photos/?tab=album&album_id=349088035455808)

  • [ Review ] : The Game | Viet Nam by LE Brothers

    [ Review ] : The Game | Viet Nam by LE Brothers

    โดย Por Pramsumran

    The Game | Viet Nam by LE Brothers

     

    เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราแต่เรากลับรู้จักเวียดนามเพียงผิวเผินเท่านั้น รู้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเฝอ รู้ว่าเมืองหลวงชื่อกรุงฮานอยและเมืองสำคัญชื่อโฮจิมินห์  รู้ว่าเคยมีสงครามเวียดนามและรู้ว่าเวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกและการนำเสนอภาพของเวียดนามในสื่อของเราก็ไม่ไปไกลกว่าสิ่งเหล่านั้น หลังจากมีกระแส “อาเซียนร่วมใจ” เราก็รับรู้เพิ่มเติมขึ้นมานิดหนึ่งว่าเวียดนามกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในประเทศน่าท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่อยากไปเห็นสาวเวียดนามในชุดประจำชาติสวมงอบปั่นจักรยาน ธรรมชาติอันสวยงามของอ่าวฮาลอง และกลิ่นอายเมืองเก่าสไตล์โคโลเนียล แต่เรื่องประวัติศาสตร์และการเมืองของเวียดนามกลับไม่ได้รับความสนใจมากขึ้นเท่าไรนัก เราเพียงรับรู้ว่าเขาเคยเจ็บปวดกับสงครามแต่ทุกวันนี้เขาก็ “ดู” มีความสุขกันดี

    แต่พวกเขามีความสุขจริงไหม ? สงครามส่งผลกับพวกเขาอย่างที่เราได้รับการบอกเล่ามาหรือไม่ ? สิ่งที่เราเข้าใจว่าคนเวียดนามเป็นจากสื่อ พวกเขาเป็นจริงหรือไม่ ?

     

     

    เล บราเธอร์ส (Le Brothers) คือพี่น้อง เล หง็อก ตาน (Le Ngoc Thanh) และ เล ดึก ฮาย (Le Duc Hai) เกิดเมื่อปี 2518 ที่จังหวัดกวางบินห์ ในตอนเหนือของเวียดนาม หลังเวียดนามรวมประเทศในปี 2518 ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ พวกเขาได้ย้ายมาอาศัยและทำงานที่เมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่อยู่ทางตอนใต้ของของเวียดนาม ด้วยปูมหลังทำให้ศิลปินแสดงออกถึงสำนึกทางอัตลักษณ์ที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างเหนือหรือใต้

    ก้าวแรกในนิทรรศการ เราถูกต้อนรับด้วยผ้ายาวจากเพดาน ผ้านั้นหลากสีและมีลักษณะโปร่งคล้ายกับผ้าสามสีที่ไว้ใช้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามอย่างคนไทย ห้องเล็กที่อยู่หลังผ้า มีภาพถ่ายเก่ายุคก่อนแผนปฏิรูปโด่ย เหมย (2529) ถ่ายโดยเพื่อนและญาติของ Le Brothers ที่มาจากทั้งเวียดนามเหนือและใต้ แผนที่ที่มีตัวอักษรเขียนบอกเราด้วยภาษาอังกฤษว่าเล บราเธอร์สเคยอยู่ทั้งบนและใต้ “เส้นขนานที่ 17” เส้นสมมติที่ขีดแบ่งเขตแดน ข้างแผนที่มีโปสเตอร์จากยุคก่อน โต๊ะกลางห้องมีหนังสือทั้งประเภทสารคดีและนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวเวียดนามให้เราเลือกหยิบอ่านได้

     

     

    เมื่อออกจากห้องมาที่ส่วนกลางจะพบกับวีดิโออาร์ต 24 ช่อง รายละเอียดในแต่ละช่องนั้นเป็นกิจกรรมของศิลปินที่แต่งกายด้วยชุดลายพรางอย่างทหารและพกปืนติดตัวไปตามที่ต่างๆ ด้วย นอกเหนือจากสองสิ่งนี้แล้วผ้ายาวเป็นสีๆ ที่เห็นจากทางเข้าก็ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในวีดีโออยู่บ่อยครั้ง กิจกรรมในวีดีโอมีหลากหลาย พวกเขาขี่มอเตอร์ไซต์ไปตามที่ต่างๆ ทั้งโบราณสถานที่ปรากฏอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบจีนและตามย่านชุมชนที่คนพลุกพล่าน พวกเขาไปเกี่ยวข้าว ใช้ชีวิตที่ดูธรรมดาทั่วไป หรือบางกิจกรรมก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น มีวีดีโอที่พวกเขาให้หญิงสาวคนหนึ่งพันตัวพวกเขาด้วยผ้าโปร่งยาวสีแดงและปืนนั้นก็มีดอกไม้เสียบไว้ที่ปากกระบอกปืน วีดีโอที่พวกเขาแทรกตัวมาอยู่ระหว่างสาวก่อสร้างที่กำลังส่งก้อนอิฐ เขาเป็นตัวเชื่อมส่งก้อนอิฐให้กับแรงงานอีกคน วีดีโอที่พวกเขาพันผ้าสีแดงเป็นรั้วและเดินรอบผ้านั้นราวกับกำลังเฝ้าระวัง ขณะที่พื้นที่ในรั้วผ้ามีหนุ่มสาวเล่นกีต้าร์และร้องเพลงกันอยู่อย่างสบายๆ วีดีโอที่พวกเขาพันผ้าแดงพาดผ่านล้อมผู้ชายคนหนึ่งที่ทำท่าทางคล้ายรำมวยจีน วีดีโอที่พวกเขาพยายามนำผ้าไปห่อสิ่งของหรือสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีวีดีโอที่กระทำกับสิ่งของ เช่น ลอดห่วงยางลายพราง นอนบนเปลลายพราง สัมผัสถ้วยชามที่เขียนลายสีน้ำเงิน เป็นต้น วีดีโออาร์ตที่บันทึกศิลปะการแสดงสด (Performance Art) ของพวกเขาเอาไว้ ทำให้เห็นถึงความพร้องเพรียงและรู้ใจ เชื่อใจกันของศิลปินสองพี่น้อง

    ก่อนเข้าสู่ห้องสุดท้าย เราจะพบประติมากรรมปืนไรเฟิล 2 กระบอก คือ ปืน AR-15 จากอเมริกาและ AK-17 จากสหภาพโซเวียต แต่ปืนนี้มีลวดลายมังกรและดอกไม้สีทองอยู่บนพื้นสีแดง ชวนให้นึกถึงลวดลายศิลปกรรมประเพณี และสีของธงชาติเวียดนาม

     

     

    ห้องสุดท้ายจัดแสดงภาพถ่ายที่บันทึกพัฒนาการของผลงาน ห่วงยางลายพรางที่ปรากฏอยู่ในวีดีโอ ชุดทหารและรองเท้าที่ศิลปินสวมใส่ เราจึงได้เห็นรายละเอียดของชุดทหารนั้น เป็นลายปักรูปปลา เรือ ดอกไม้ ใบไม้ ที่ดูคล้ายกับลายเส้นภาพการ์ตูนอย่างง่ายของเด็ก

    ฉันได้ตระหนักถึงความเหมือนกันของเรากับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่เคย หน้าตาและการแต่งกายของชาวบ้านในชุดธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่ชุดประจำชาติ นาข้าว ผ้าสามสีและชุดลายพราง ล้วนคุ้นตา นิทรรศการนี้ได้ทำฉัน-คนนอกได้เห็นเวียดนามในยุคหลังสงครามซึ่งเป็นแตกต่างกับช่วงเวลาของสงครามเวียดนามที่ถูกการนำเสนอในสื่อต่างๆ อย่างมาก ที่สำคัญ เป็นการนำเสนอจากศิลปินที่เป็นคนเวียดนามเอง การนิยามสภาพของเวียดนามในปัจจุบันสอดรับกับลักษณะความเป็นคู่แฝดชายของศิลปิน พวกเขากำเนิดเกิดมาพร้อมกัน คนนอกอาจมองพวกเขาเหมือนกันในแวบแรกที่เห็น แต่ที่จริงแล้วมีความแตกต่าง พวกเขาไม่ใช่คนๆ เดียวกัน แต่อยู่ด้วยกันและคงไม่อาจตัดขาดจากกันได้ เช่นเดียวกับเหนือและใต้

     

    The Game | Viet Nam by LE Brothers (เดอะ เกม | เวียดนาม โดยเล บราเธอร์ส)

    ภัณฑารักษ์ Loredana Pazzini-Paracciani

     

    หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

    วันนี้ – 19 กุมภาพันธ์ 2560

    เวลา 9.00 – 20.00 น. (ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)

    (ภาพถ่ายโดยผู้เขียนรีวิว)

  • [ Review ] : Novel without a name โดย สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา

    [ Review ] : Novel without a name โดย สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา

    โดย Kanich

    Novel without a name

    “นิยายไร้ชื่อ” ชื่อนิทรรศการของ สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา ซึ่งถูกเลือกมาจากความรู้สึกที่สอดคล้องกับตัวละครเอกในนิยายเรื่อง ” Novel without a name ” จากนักเขียนชาวเวียดนาม Duong Thu Haong
    เมื่อขึ้นมาสู่ชั้นแรกของนิทรรศการ จะเห็นผลงานซึ่งถูกจัดวางไว้ 3 ชิ้น ซึ่งเป็นผนังที่เต็มไปด้วยสำเนารัฐธรรมนูญที่เคยถูกทำลายทิ้งจากการยึดอำนาจ ถัดจากนั้นด้านข้างเราจะเห็นภาพคอลลาจต์พอร์ตเทรดของนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งและวิทยุที่คอยส่งเสียงออกมาตลอดเวลาในมุมแทยงตรงกันข้าม ความรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่ไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ จากอำนาจบางอย่างที่พยายามแทรกแทรงและขัดขวางโดยที่เรารับรู้ได้และไม่อาจรู้สึกถึงอำนาจเหล่านั้น

     

          

     

            บนชั้นที่2ของนิทรรศการจะพบกับผลงาน2ชิ้นคือ “ Where the wild thing are “ นำเสนอวีดีทัศนืบนสกรีนผ่านโปรเจ็คเตอร์ โดยที่นำเสนอภาพของลมพร้อมๆกับเสียงที่มีลักษณะเหมือนเสียงรบกวนและคลื่นไฟฟ้าแสดงถึงอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมันได้เข้าปะทะถึงตัวเท่านนั้น ด้านข้างจะมีทีวีที่ฉายภาพของนกที่กำลังบินโดยที่เราไม่รู้ว่านกเหล่านั้นกำลังร่อนตามลม หรือต้านลมกันแน่ ถัดมาด้านหลังจะมีผลงาน “ วงจรคำทำนาย “ ซึ่งเป็นตู้คำทำนายจำนาย 28 คำทำนายกัยอนาคตที่วนกลับที่เดิมไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

     


    ความผิดหวังจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่หวังไว้และอนคตที่จะต้องวนกลับไปที่เดิมซำ้แล้วซำ้เล่าไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงจากอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นแต่เรากลับรู้สึกว่ามันมีอยู่และกำลังเคลื่อนไหว

     

         

     

     

  • [ Review ] : BRAND NEW 2016 @BUG (Bangkok University Gallery)

    [ Review ] : BRAND NEW 2016 @BUG (Bangkok University Gallery)

    โดย Neil

    โครงการศิลปกรรม  Brand New เป็นโครงการที่ส่งเสริมและผลักดันศิลปินหน้าใหม่ ที่ได้รับคัดเลือกจาก   ภัณฑรักษ์ภายนอกมาจัดนิทรรศการเพื่อใช้โอกาสนี้เป็นก้าวแรกให้ศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่เส้นทางการทำงานศิลปะ ในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนตัวภัณฑรักษ์ ซึ่งไม่มีการผูกติดกับสถาบันใดสถาบันหนึ่ง สำหรับภัณฑรักษ์ที่มาทำการคัดเลือกในปีนี้คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ พร้อมกับการจัดแสดงงานศิลปะจากศิลปินที่ได้รับเลือกจำนวนทั้งสิ้น 6 คน โดยจะมีการจัดนิทรรศการตามแกลอรี่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด 4 แห่ง คือ หอศิลปแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUG), WTF gallery, VER gallery และ RMA gallery

     

     

    โดยที่แรกได้มีการจัดพิธีเปิดเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เมื่อขึ้นมายังบริเวณชั้น 2 ของ หอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กล้วยน้ำไท) จะได้พบกับผลงานจิตรกรรมที่สร้างจากปลายพู่กันที่น่าค้นหาของ แพร พู่พิทยาสถาพร ศิลปินผู้มีความหลงใหลในการวาดภาพตั้งแต่เด็ก ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการของศิลปินที่ในการอ่านวรรณกรรมทำให้ผลงานชุดนี้เป็นภาพของสถาปัตยกรรมและวิวทิวทัศน์  โดยที่ศิลปินได้กล่าวถึงผลงานของตนไว้ว่า “จิตรกรรม คือภาษาอย่างหนึ่ง” โดยศิลปินได้เลือกการสร้างผลงานผ่านงานจิตรกรรม เพราะงานจิตรกรรมสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้สี การลงฝีแปรงที่ก่อให้เกิดน้ำหนักของการขูด ขีด ปาด เนื้อสีลงบนผืนผ้าใบที่สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวศิลปินเองได้

     

     

    ถึงแม้ว่าบางสิ่งอาจไม่ได้มีความพิเศษอะไร แต่เมื่อศิลปินต้องการถ่ายทอดบางอย่างออกมาผ่านงานจิตรกรรม สิ่งนั้นอาจกลับดูมีคุณค่าและความสุนทรีย์ในตัว ด้วยเหตุผลนี้เองภาพถ่ายจึงไม่อาจทำได้แบบงานจิตรกรรม ผลงานที่ศิลปินจัดแสดงนั่นเป็นภาพจากสถานที่ที่มีอยู่จริงและเวลาที่เป็นอยู่ขณะนั้น โดยตัวศิลปินเลือกที่จะถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็น จากประสบการณ์ส่วนตัว และสิ่งที่จินตนาการตามความรู้สึกออกมา เฉกเช่นเวลาเราอ่านวรรณกรรมซี่งเรามักจะจินตนาการภาพต่างๆ ขึ้นมาจากตัวอักษร และเกิดจากสิ่งที่เราเคยพบเจอ นำมาสร้างเป็นองค์ประกอบตามความคิดของเราเอง เพื่อให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่อ่านมากที่สุด ดังนั้นหากจะบอกว่าภาพจิตรกรรมนั้นนำมาจากสถานที่ที่มีอยู่จริง เราก็จะเกิดการขบคิดและจินตนาการ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่มีอยู่จริงและสิ่งที่ภาพถ่ายทอดออกมาเหมือนการจินตนาการ และจัดองค์ประกอบของภาพจากการอ่านวรรณกรรม แนวคิดนั้นเองจึงเป็นแนวทางในการมองงานศิลปะที่ แพร พู่พิทยา สถาพร  ต้องการให้ผู้ชมงานศิลปะเข้าใจ และเกิดการตีความตามประสบการณ์ของผู้ชมโดยมีงานศิลปะทำหน้าที่ชี้ให้เราฉุกคิด และเลือกที่จะมอง หรือเลือกที่จะเชื่อในแนวทางใดเพียงเท่านั้น

     

     

    หากออกจากห้องจัดแสดงชั้น 2 แล้วขึ้นมายังชั้น 4 อีกผลงานหนึ่งที่จัดแสดงอยู่นั่นคือ  ‘My Hands Remember How Your Body Felt’ โดย  ภคิณี  ศรีเจริญสุข หรือแมรี่ เป็นผลงานที่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องจัดแสดงแล้ว ผู้ชมอาจไม่ได้สังเกตอะไรมาก แต่จะเห็นเป็นเพียงแค่ภาพสีน้ำตาลอ่อนๆ ที่เรียงรายอยู่บนผนังสีขาวของห้องจัดแสดงขนาดย่อมๆ หากลองเพ่งมองเข้าไปใกล้ๆ แล้ว จะเห็นถึงรายละเอียดของภาพที่ตัวศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานจากเครื่องสำอางออกมาเป็นพื้นผิวของผิวหนังมนุษย์  ความแปลกนี้เองจึงเป็นจุดน่าสนใจนี้เองที่ดึงดูดให้ผู้ชมอย่างเราต้องเข้าไปเพ่งมองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด และพินิจพิจารณาสิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็น ไฝ หรือเส้นเลือด ซึ่งชวนให้สงสัยว่าภาพนั้นเป็นผิวหนังส่วนใดของร่างกาย

     

     

     

     

    เมื่อภาพที่ปรากฏตรงนั้นเป็นการขยายผิวหนัง จึงทำให้เราเห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของร่างกายและรอยตำหนิที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของมนุษย์ ผิวหนังคืออวัยวะที่ป้องกันสิ่งที่ต่างๆ ในร่างกายจากอันตรายภายนอก แต่ในขณะเดียวกันผิวหนังบางจุดกลับเป็นส่วนที่บอบบางต่อสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ความบอกบางนี้เองที่ตัวผลงานกำลังถ่ายทอดออกมาให้คนดูได้รับรู้ ผิวหนังบางส่วนอาจถูกปกปิดและถูกเปิดเผยในความสัมพันธ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ซึ่งเชื่อมโยงต่อความรู้สึกภายนอกสู่จิตใจภายใน และนี้เองที่ทำให้ผิวหนังเป็นทั้งสิ่งปกติและสิ่งที่เรียกได้ว่าอนาจารในบางจุดของร่างกาย  เป็นไปได้ว่าศิลปินอาจกำลังพูดถึงความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวของที่เกิดขึ้น ผมใช้เวลาอยู่ในห้องนิทรรศการนี้นานพอสมควรเพียงเพื่อจะสำรวจลักษณะของผิวหนังที่มีความแตกต่างกัน ภาพเหล่านั้นชวนให้เพ่งมองร่องรอย ตำหนิของผิว เหมือนมันกำลังดึงดูดสายตาให้เรากวาดไปรอบๆ แล้วจึงกลับมาเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

     

     

     

     

    หอศิลป มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUG)

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กล้วยน้ำไท)

    จัดแสดงวันที่

    12 พย.59 -14 มค.60

  • [Review] Human AlieNation

    [Review] Human AlieNation

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]By Por Pramsumran[/vc_column_text][vc_column_text]

    Human AlieNation

                “เราทุกกลุ่มล้วนเป็นคนอื่นสำหรับคนอีกกลุ่มเสมอ”

    คำกล่าวของแมคอีวิลเลย์ (McEvilley, 1992:11) คือประโยคหนึ่งจากคำอธิบายนิทรรศการที่เรียกความสนใจจากฉันได้ในทันที ความน่าสนใจอีกประการ คือ ความร่วมมือระหว่างหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนี้ขึ้นมา ไม่บ่อยนักที่จะเห็นภัณฑารักษ์เป็นนักมนุษยศาสตร์

    ฉันพาตัวเองมายืนอยู่ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เพื่อเข้าชมนิทรรศการ Human AlieNation ในก้าวแรกที่เข้าสู่นิทรรศการ ฉันพบงาน installation สองชิ้นของนพไชย อังควัฒนะพงษ์ เส้นสายผสานไฟนีออนอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นดูไม่เข้ากันกับสถาปัตยกรรมของอาคาร คนละยุคสมัย แต่การอยู่ร่วมกัน ณ ตรงนั้นทั้งที่งานแปลกแยกต่อสถานที่เป็นเสน่ห์ที่รุนแรงทีเดียว ฉันมองดูเส้นสายสีฟ้าทบซ้อนเกาะเกี่ยวเหมือนแมงหวี่เห็นแสงไฟ ก่อนสาวเท้าเข้าไปยังโถงของนิทรรศการที่มีคำอธิบายนิทรรศการ แสดงให้เห็นแผนผังนิทรรศการ และบอกเล่ากระบวนการทำงาน ส่วนทางซ้ายมือ คือ ห้องมืดที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ฉันเลือกเข้าหาความมืด

    Human AlieNation1

    ภายในห้องมืดมีงานวิดีโออาร์ตสามชิ้นของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงอยู่ที่ผนังทั้งสามด้าน ซ้ายมือของฉันเป็นผู้ชายคนหนึ่งกับกองหัวหอม มีที่ปอกเปลือกแล้วจำนวนมาก และที่ยังไม่ได้ปอกก็มากพอกัน เขาปอกเปลือกหัวหอมโดยมีเสียงเพลงไทยเดิมประกอบ เขาปอกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ร้องไห้สักนิด ชิ้นที่สองที่อยู่ตรงหน้าคือผู้หญิงในชุดดำที่ยืนนิ่ง มองไปด้านหน้า และร้องเพลง แต่เราไม่ได้ยินเสียงของเธอ และชิ้นสุดท้าย คอนดักเตอร์อำนวยเพลงอยู่ในพื้นที่ของหอศิลป์นี่เอง เราได้เห็นด้านหลังของตัวคอนดักเตอร์ และได้ยินเสียงเครื่องดนตรีให้จังหวะเป็นระยะ แต่ไม่ได้เห็นวงดนตรี มีสิ่งที่ปรากฏอยู่และขาดหายไปในแต่ละชิ้น น้ำตาขาดหายไป เหลือเพียงการปอกอย่างต่อเนื่องเหมือนหุ่นยนต์ทั้งที่ชาชินแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหยุด หรืออาจไม่รู้ว่าจะหยุดได้เมื่อไหร่ การร้องเพลงที่ไม่อาจให้เสียงออกมาได้ วงดนตรีที่เราไม่เห็น แต่ก็คิดว่าต้องมีอยู่ และเครื่องดนตรีที่ถูกลดทอนไปจนเราไม่อาจรู้ได้ว่าเล่นเพลงอะไร เราจะได้รู้ ในสิ่งที่ถูกอนุญาตให้ปรากฏเท่านั้น และต้องเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป

    Human AlieNation5

    ฉันพาตัวเองออกจากห้องมืดเดินขึ้นบันไดที่ชั้นบน พบงานของนิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ เหรียญถูกจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก เหรียญที่ไม่ใช่ของไทย จากสัญลักษณ์สิงห์ทำให้ทราบว่าเป็นของพม่า ที่ตรงกันข้ามกับเหรียญคือวีดีโออาร์ตผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหายไปจากจอภาพ เราจะได้ยินเสียงวิ่งอยู่ แต่ไม่ได้เห็นตัวคนวิ่ง ซึ่งวีดีโอแบบนี้ก็ปรากฏอยู่ตรงทางเข้าเช่นกัน แต่ผู้ชมอาจไม่สังเกตเห็นมากนัก และงานที่สามคืองาน installation เส้นแบ่งกลางห้องที่ทำจากไม้ ดูคล้ายเส้นแบ่งเขตแดน แปลกดีเหมือนกันที่เมื่อมีเส้นแบ่ง มันทำให้เราต้องก้ามข้ามไป มันทำให้เกิดการแบ่งพื้นที่ฝั่งนี้และฝั่งโน้น ทั้งที่ก่อนหน้ามีเส้นแบ่ง มันเป็นผืนดินเดียวกันแท้ๆ ที่ผนังมีกระดาษที่แขวนไว้ บอกเล่าเรื่องราวการหวนกลับมาพบกันของชาวไทยกับชาวพม่าผ่านการก้าวข้ามเส้นผ่านแดน และอีกฝั่งของห้องมีกล่องกระจกใส่กระดาษเล็กๆ ที่เขียนตัวเลขเอาไว้-เบอร์โทรศัพท์ ระหว่างที่ฉันสนใจงานอื่น ผู้ชายวีดีโอก็กำลังวิ่งและหายไป วิ่งและหายไป อย่างต่อเนื่อง

    Human AlieNation2

    ถัดไปที่อีกห้อง พบงานของนพไชย อังควัฒนะพงษ์อีกสองชิ้น ปรากฏฟิล์มเอ็กซเรย์ขนาดเล็กเขียนชื่ออวัยวะต่างๆ เอาไว้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่าทั้งที่มันอยู่ข้างในตัวเรา แต่เมื่อเห็นภาพมัน กลับไม่รู้สึกคุ้นเคยสักนิด กล้องถ่ายรูปแบบโบราณ และภาพของคนอีกหลายคน การถ่ายรูปก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกอยู่บ่อยๆ บางครั้งเมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกแยกกับตัวเองที่อยู่ในรูป เราเป็นแบบนี้จริงๆ หรือ นั่นใช่เราแน่หรือ ฉันเก็บความรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง แล้วก้าวเดินต่อ

    เมื่อเดินเข้าไปในห้องด้านใน เป็นชุดผลงานของจิตติ เกษมกิจวัฒนา มีคำพูดชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศอ้างว้างอยู่บนกระดาษแผ่นเล็ก และวัตถุที่วางแยกกัน ราวกับให้เราจับคู่คำกับภาพ ในห้องถัดไปเป็นป้ายภาษาจีนติดอยู่บนผนัง แค่นี้ก็เพียงพอที่จะกันให้ฉันออกไป”เป็นอื่น”แล้ว เพราะฉันไม่เข้าใจ ตัวอักษรใหญ่โตชวนให้คิดว่าเขากำลังต้อนรับหรือห้ามเรากันแน่นะ ด้านข้างป้ายนั้น มีโต๊ะที่วางวัตถุลูกบาศก์กระจก เมื่อมองมุมหนึ่ง เราไม่อาจเห็นอะไร แต่เมื่อมองอีกมุมจะเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ ด้านข้างลูกบาศก์คือแผ่นวงกลมสีทองสลักภาษาฝรั่งเศส และในห้องสุดท้ายของนิทรรศการ เป็นภาพถ่ายที่สวนสาธารณะพร้อมประโยคภาษาฝรั่งเศสอีกเช่นกัน ฉันที่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสพยายามแกะคำพวกนั้น แม้ไม่อาจเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแต่ก็รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับมากกว่าภาษาจีน นั่นคงเป็นเพราะ “ฉันพอจะเข้าใจ” มัน

    ความรู้สึกแปลกแยกไหลเวียนอยู่ในนิทรรศการ ความแปลกแยกระหว่างตัวฉัน(ผู้ชม) งานศิลปะ และพื้นที่จัดแสดง แทบจะไม่มีการติดป้ายบอกชื่อหรือคำอธิบายผลงาน เป็นตัวของฉันเองที่เข้าไปสัมผัสรับรู้กับงาน โดยไม่มีแสงสว่างจากตัวอักษรนำทาง

    Human AlieNation3Human AlieNation4

    ฉันชมงานครั้งแรกด้วยตนเอง ครั้งที่สอง ได้เข้าร่วมกิจกรรมดูงานกับนักวิจารณ์และภัณฑารักษ์จึงทำให้ฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในงานของนิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ เหรียญพม่านั้นเกิดจากการนำเหรียญไทยไปหลอมแล้วหล่อใหม่เป็นเหรียญพม่า และชื่อผลงานเส้นแบ่งเขตแดนนั้นคือ 2401 ซึ่งอาจหมายถึงเขตแดนพม่า-ไทยที่มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,401 กิโลเมตร ข้อมูลที่ได้มาใหม่ชวนให้ฉันตีความงานอีกครั้ง เมื่อมองดูวีดีโอคนวิ่ง ฉันคิดถึงคำพูดของคนๆ หนึ่ง เขาบอกว่าเรามักจะมองไม่เห็นคนใช้แรงงานที่อยู่รอบตัวเรา เช่น แม่บ้าน ภารโรง คนเก็บจานในโรงอาหาร เด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งพวกเขามักเป็นแรงงานต่างด้าว พวกเขามีอยู่ แต่เพราะเขาไม่ใช่พวกเรา เรามักมองไม่เห็น ไม่สนใจ นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าคำภาษาจีนนั้นไม่ได้ต้อนรับหรือขับไล่ แต่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Fill the void ภัณฑารักษ์กล่าวว่าเป็นความตั้งใจจะที่ไม่มีการติด caption ผู้ชมจึงต้องมองหาและตามหาสิ่งเหล่านั้นเอง รวมทั้งมีการเปิดเปลือยให้เห็นช่องแอร์ และมีหลายห้องที่ติดวอลเปเปอร์ของนิทรรศการซึ่งเป็นลายแทนที่จะแขวนงานศิลปะไว้บนผนังสีขาวเรียบร้อยอย่างที่ฉันเคยเห็นซึ่งฉันคิดว่าสอดรับกับประเด็นที่นิทรรศการต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี ภัณฑารักษ์ยังกล่าวเพิ่มว่าการจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีลักษณะเป็นศิลปะเชิงแนวคิด (Conceptual art) ที่หอศิลป์นี้ก็เป็นความตั้งใจในเรื่องพื้นที่ซึ่งมีประวัติของตนเองเช่นกัน พื้นที่ซึ่งได้ชื่อว่า “ท้องพระโรง” ถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็น “แกลลอรี่” หรือ “พื้นที่ทางศิลปะ” ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่ยังคงร่องรอยความแปลกแยกบางประการต่อกันไว้ และยังชวนคิดเรื่องชื่องานนิทรรศการ Human AlieNation เรา (Human) แปลกแยก (Alienate) กับชาติ (Nation) ของตนหรือไม่ อย่างที่คำอธิบายนิทรรศการบอกไว้ “นี่คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและการเมือง”

    ฉันกลับไปที่นิทรรศการวันนี้เป็นครั้งที่สามเพื่อตามหาสิ่งที่ยังมองไม่เห็น อย่างที่ข้อความริมขอบโต๊ะในส่วนของ curator ว่าเอาไว้ “ในทุกการมองเห็นจะยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นซุกซ่อนไว้เสมอ” แม้กระทั่งตอนเขียนอยู่นี้ตะกอนความคิดของฉันก็ยังคงฟุ้งกระจาย มีเรื่องให้ขบคิดต่อ พยายามเชื่อมโยงชื่อผลงานกับภาพที่ได้เห็น ในท้ายที่สุดแล้ว นอกเหนือจากการได้รับรู้ รู้สึก และเปิดมุมมองใหม่ๆ ผ่านผลงานของศิลปิน ฉันได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่สำคัญคือเราต้อง “เปิดใจ” นิทรรศการนี้ไม่อาจเข้าใจได้ผ่านการสัมผัสเพียงปราดเดียว แต่ผ่านการรับข้อมูล ศิลปะไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษยศาสตร์มาช่วยบอกเล่าและให้ความหมาย ผู้ชมมีอำนาจเบ็ดเสร็จ คุณเป็นเผด็จการควบคุมและครอบครองการรับรู้และเข้าใจของคุณ หากคุณเลือกจะเดินออกไป ปิดประตูไม่รับรู้ เมื่อรู้สึกว่าไม่เข้าใจ ไม่อาจมีใครห้ามได้ และนั่นคือสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวัน เหลือเพียงแต่ความเงียบและความแปลกแยกต่อกันในอากาศรอบตัว แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะ “รับรู้” และ “พยายามทำความเข้าใจ” ทั้งที่รู้สึกแปลกแยก นั่นต่างหากที่สำคัญ แม้ว่าในท้ายที่สุด มันอาจไม่ได้ทำลายความแปลกแยก หรือเปลี่ยนให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างเรียบเนียน ได้ แต่เราจะอยู่กันได้มากขึ้น

    ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ

     

    Human AlieNation /4 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2559 /หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

    โดย

    จิตติ เกษมกิจวัฒนา

    นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์

    นพไชย อังควัฒนะพงษ์

    วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร

     

    ภัณฑารักษ์รับเชิญ : กมลวรรณ์ บุญโพธิ์แก้ว[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Three-Cornered World by Pam Virada

    [ Review ] Three-Cornered World by Pam Virada

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]By Por Pramsumran[/vc_column_text][vc_column_text]Three-cornered world By Por Pramsumran6

    หลังจากเดินขึ้นบันไดสีดำ ฉันพบพื้นที่แสดงงานซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากพื้นลูกบาศก์สีขาว (White Cube) ของแกลลอรี่ที่เราเห็นกันทั่วไป แวบแรกมันทำให้ฉันนึกถึง “ห้องเก็บของ” สำหรับวิรดา เธอบอกว่ามันเหมือน “ห้องใต้หลังคา” แม้เราจะมองพื้นที่นี้ต่างกัน แต่สิ่งที่เราเห็นเหมือนกันคือ มันเป็นพื้นที่เก็บของ และในสิ่งของเหล่านั้น เราประทับความทรงจำเอาไว้


    หากดูจากผลงานที่ผ่านมาของวิรดา ฉันอาจสรุปได้ว่าเธอทำงานกับความรู้สึกที่ตนเองมีต่อวัตถุ ทั้งในความหมายและรูปร่างรูปทรงของมัน ดังเช่นที่เธอสนใจว่าในการถ่ายภาพของตนเองนับร้อยภาพ เหตุใดจึงปรากฏภาพหน้าต่างไปกว่าครึ่ง โดยที่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่คล้ายกับว่าถูกดึงดูดให้สนใจหน้าต่างเสมอ จากนั้นวิรดาจึงเริ่มทำการค้นคว้าจนพบว่ามนุษย์เราสามารถมีความรู้สึกหรือให้ความหมายวัตถุใดวัตถุหนึ่งได้เหมือนกัน อาจเรียกว่าเป็นความทรงจำร่วมที่เรามีต่อวัตถุนั้น ในขณะเดียวกัน แต่ละคนก็ให้ความหมายส่วนตัวจากความทรงจำส่วนตัวที่มีต่อวัตถุชิ้นนั้นๆ และด้วยแนวความคิดนี้เองที่นำมาสู่ส่วนต่างๆ ของนิทรรศการ

    Three-cornered world By Por Pramsumran5

    น่าเสียดายที่ฉันมาถึงนิทรรศการในวันที่ทุกอย่างถูกจัดแสดงครบสมบูรณ์จึงไม่ได้เห็นการเติบโต ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่วิรดาได้ทะยอยฝากวัตถุความทรงจำทั้งหมด 36 ชิ้น นิทรรศการ Three-Cornered World แบ่งออกเป็นห้าส่วนตามประเภทของงาน ได้แก่ หนึ่ง งานคอลลาจซึ่งจัดแสดงอยู่บนโต๊ะ แม้ภาพจะถูกวางทับซ้อนกันแต่ตรงกลางของภาพจะถูกตัดหายเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าว่างเปล่า ส่วนที่สองคือภาพขนาดเท่ารูปโพราลอยด์ที่มีการตัดแต่งให้บางส่วนถูกลดทอนรายละเอียดไปจัดแสดงอยู่บนชั้นกระจกเล็กๆ ติดกับผนัง ส่วนที่สามคือภาพที่จัดแสดงในกรอบไม้ซึ่งศิลปินได้ให้ความหมายว่าต้องการให้ผู้ชมมองดูเหมือนการมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนที่สี่คือวีดีโอซึ่งแสดงการวางซ้อนทับของภาพที่ศิลปินได้ถ่ายไว้เมื่อครั้งไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเกาหลีแบบไม่มีการลดทอนหรือแต่งภาพคล้ายกับเวลาเราดูภาพถ่ายที่ล้างออกมาทีละใบ ภาพนั้นวางซ้อนและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนความทรงจำของเรา และส่วนสุดท้ายคือ objects archive การเก็บความทรงจำในลักษณะของภาพขนาดรูปโพราลอยด์ซึ่งมีการลดทอนรายละเอียดบางส่วนและระบุคำที่เป็นการให้ความหมายส่วนตัวของศิลปิน

    Three-cornered world By Por Pramsumran1

    เนื่องจากศิลปินเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ซึ่งทำงานในลักษณะสองมิติ การจัดแสดงงานในลักษณะสามมิติก็ยังคงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนการดูงานในลักษณะสองมิติ ไม่ได้มีลักษณะดูได้โดยรอบ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด สำหรับฉันแล้ว Three-Cornered World คือโลกสามด้านของความทรงจำ ของศิลปิน ของฉัน-ผู้ชม และของเรา-มนุษย์ที่มีร่วมกัน นิทรรศการของวิรดาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับให้เข้าไปในห้องเก็บของหรือห้องใต้หลังคาของเธอ เธอยื่นอัลบั้มให้ดูภาพที่เธอถ่าย บอกเล่ามันด้วยถ้อยคำกระชับ ในโลกของความทรงจำ เราไม่ได้เก็บภาพความจริงได้โดยสมบูรณ์ ฉันคิดว่าเราเลือกจำหรือมีความสามารถที่จะจำได้เพียงบางส่วน บางเสี้ยว แม้เราอยากจำรายละเอียดทั้งหมด แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ ดูเหมือนความทรงจำจะมีกลไกของมันที่ทำให้เราเห็นส่วนหนึ่งชัดเจน และลืมส่วนอื่นๆ ลดทอนมันให้เป็นเพียงภาพเบลอ หรือความว่างเปล่า และอย่างที่วิรดาว่าในการเสวนาของเธอ “มันไม่ได้มีอยู่แล้ว เราคว้าไม่ได้ แต่เราก็ยังพยายามที่จะเก็บมันไว้ ซึ่งจริงๆ ก็ทำไม่ได้”

    ฉันพบว่าตัวเองถ่ายภาพผลงานของวิรดาเก็บไว้ ถ่ายบางอย่างที่โหวงว่างเปล่า แต่มันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งหรือนึกถึงใครคนหนึ่ง มันเป็นความซับซ้อนของอาการอยากจดจำของมนุษย์ ฉันถ่ายภาพเพื่อคัดลอกสิ่งที่วิรดาบันทึกไว้เพราะเธอไม่อยากลืม แม้เธอจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว ฉันถ่ายภาพนั้นเพราะมันทำให้ฉันจำบางอย่างของตนเองขึ้นมาได้ แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้วเช่นเดียวกัน ไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกลดทอน และชัดเจนเพียงบางส่วน ส่วนที่ชัดเจนนั้นจะยังคงย้ำเตือนให้เรามองหามันอยู่เสมอ[/vc_column_text][vc_gallery type=”image_grid” images=”1031,1032,1033″ img_size=”medium”][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn – review

    [ Review ] Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn – review

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    โดย Por Pramsumran

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”975″ img_size=”full”][vc_column_text]ความรู้สึกแรกของฉันหลังก้าวตัวเข้ามาอยู่ในนิทรรศการคือ “เหมือนอยู่เมืองนอก

    หอศิลป์สีขาวถูกเปลี่ยนแปลงเป็นนู่นและเป็นนี่เหมือนถูกจับแต่งตัวใหม่ทุกครั้งที่มีนิทรรศการใหม่ สำหรับนิทรรศการนี้ หอศิลป์แต่งตัวเปรี้ยวและล้ำกว่าทุกครั้ง

    เหตุผลที่ฉันรู้สึกว่าเหมือนอยู่เมืองนอก เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกคุ้นเคยกับงานประเภท Media Art เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดแสดง media art แบบเต็มพื้นที่เช่นนี้ จึงเหมือนได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์และเรียนรู้วัฒนธรรมการสื่อสารของคนในดินแดนนั้น[/vc_column_text][vc_single_image image=”974″ img_size=”full”][vc_column_text]งานที่ฉันชอบที่สุดในนิทรรศการคืองาน ROCK | PAPER |SCISSORS (2015) เมื่อพูดถึงสิ่งของ มนุษย์มักจะใส่ความเป็นมนุษย์ให้สิ่งของกลายเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา แต่หากเราลองมองอีกมุมล่ะ ผ่านวีดีโอทั้งสามด้านของผนัง เราจะเห็นมนุษย์พยายามเป็นก้อนหิน กระดาษ และกรรไกร ปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์ลง

    ในขณะที่งานซึ่งตั้งคำถามว่าหากเทพปกรณัมไม่ใช่เพศเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีเพียงหญิงและชาย แต่เป็นเพศทางเลือกที่หลากหลายกว่านั้นล่ะ ? ลองฟังเทพเหล่านั้นพูดดูสิ น่าสนใจไม่น้อยเลย

    นอกเหนือจากนี้ คำที่ฉันหยิบจับเอาได้ผ่านการสื่อสารในดินแดนใหม่แห่งนี้ คือ “ความทรงจำลวงหลอก เติบโต แห้งเหี่ยว เพศและเพศสภาพ เทพปกรณัม ดับสลาย แตกสูญ ครอบครัว ตัวตน[/vc_column_text][vc_single_image image=”977″ img_size=”full”][vc_column_text]ผ่านภาพ การเคลื่อนไหว การเต้น การแสดง งานศิลปะพูดคุยกับเราด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ พูด แสดงออก และบอกบางอย่างกับเราโดยตรง ไม่ได้มีเพียงความเงียบสนิทอย่างเคย หากได้ใช้เวลาลองสนทนากับงานแต่ละชิ้น “Shifting Horizons” คือการยกขยายเส้นขอบฟ้าการรับรู้เรื่องศิลปะของผู้ชม- อย่างฉัน และคุณ

     

     

    Shifting Horizons: music, myth, and memory. : The media art of John Sanborn

    วันที่ : 25 มีนาคม – 10 กรกฎาคม 2559
    สถานที่: ห้องนิทรรรศการหลัก ชั้น 7 , หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][/vc_column][/vc_row]

  • [ Review ] สนธยาคาราโอเกะ – review

    [ Review ] สนธยาคาราโอเกะ – review

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

    โดย Por Pramsumran

    [/vc_column_text][vc_single_image image=”972″ img_size=”full”][vc_row_inner][vc_column_inner width=”2/3″][vc_column_text]

    เคยไปร้านคาราโอเกะไหมคะ ?

    ฉันไม่เคยไปร้านคาราโอเกะ

    แต่ทุกครั้งที่ผ่านหน้าร้านซึ่งมักจะเป็นสีชมพูสดจากไฟนีออนก็อดมองอย่างสนใจไม่ได้ ฉันว่ามันสวยนะ สวยในแบบของมัน และสงสัยว่าข้างในนั้นจะเป็นยังไงนะ

     

    นิทรรศการภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวของ ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร พาฉัน ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสร้านคาราโอเกะได้เข้าไปสำรวจพื้นที่แห่งนี้ พื้นที่ที่ในคำอธิบายนิทรรศการบอกว่า “แฝงไปด้วยความเศร้า ความเปลี่ยวเหงาและเดียวดาย”

     

    ผ่านภาพถ่าย ฉันได้เห็นภาพร้านคาราโอเกะในโมงยามที่ทุกอย่างดูนิ่งเงียบ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ของหว่อง กา ไว ในแบบที่บาร์กลับกลายเป็นร้านคาราโอเกะริมถนน ชื่อของร้านถูกตั้งให้เป็นชื่อของแต่ละภาพ ชื่อที่ทำให้ฉันนึกถึงเด็กสาวและความเป็นไทยแบบท้องถิ่น ลูกทุ่ง สนุกสนาน ซื่อใส

     

    ผ่านภาพเคลื่อนไหว ฉันมองเห็นชีวิตในพื้นที่ใต้แสงนีออน มองเห็นสายตาที่จ้องนิ่งของคนในพื้นที่แห่งนั้น พวกเขามองมายังฉัน ผู้ชมซึ่งเป็นคนจากภายนอก/คุณลุงคนหนึ่งร้องเพลงลูกทุ่งที่มีเนื้อหาว่าถ้าลูกสาวได้ผู้ชายดีเป็นสามีจะได้อยู่สบาย/หญิงสาวร้านคาราโอเกะมองที่กล้อง เธอแค่มองอย่างนั้น ไม่พูดอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเธอได้บอกอะไรบางอย่าง[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner][vc_single_image image=”973″ img_size=”full”][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner width=”2/3″][vc_column_text]ซีนที่ฉันประทับใจที่สุด คือ ทุกคนในร้านสงบนิ่ง ไม่ร้องแม้ว่าจะได้ยินจนน่าจะร้องได้ ไม่สนใจ ไม่รู้สึก จอคาราโอเกะแสดงภาพเพลงเพลงหนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพลงที่เราต้องหยุดกิจกรรมทุกเช้าและเย็นเพื่อยืนเฉยๆ จนกว่าเพลงจะจบ แต่เมื่อฉันจ้องไปที่จอเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ด้านหลัง…

    บางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วในที่แห่งนั้น และที่ซึ่งใหญ่กว่านั้น

     

    นิทรรศการ: สนธยาคาราโอเกะ
    ศิลปิน: ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร

    จัดแสดงวันที่ : 02 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2559
    สถานที่: People’s Gallery P1, ชั้น 2, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    [/vc_column_text][/vc_column_inner][vc_column_inner width=”1/3″][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_column][/vc_row]